Tag Archives: Coaching

The Art of Giving Advice in Coaching by Sirirat Siriwan

Many people asked me whether they can give some advice while conducting coaching conversation. My answer for them is ‘of course,you can’. However, before talking about giving coachee advice, the reminding of the key purpose of coaching is essential.

There are many ways to develop people; training, mentoring, and teaching, but why we decide to use coaching. The reason is coaching is a process and communication to develop people thinking, so that they can become able to unleash their potentials and find the ways to overcome challenging situations and meet set goal by themselves.

Since the purpose of coaching is unleashing coachee’s potentials. It will not be reasonable if a coach becomes the person who provide all answers or solutions for coachee’s situation. As a business coach, I basically ask powerful questions to encourage coachee to think by themselves to understand their current reality, define clear goal, and develop actions to achieve such goal. Under trusting coaching atmosphere, I will also use active listening and clarifying skills to deeply understand what coachee is saying and not saying. Through using of these three skills, I will be a crystal mirror to reflect realities that help coachee to move forward to the right direction that really fit their circumstance.

However, in some coaching situations, giving advice is also valuable and necessary for coachee development. I normally decide to provide advice for my coachee in following situations:-

  • Coachee asks for advice or recommendation.
  • During conducting Group Coaching which there are many people in the group.
  • Coachee is facing with urgent situation or crisis that need to be handled right away and coachee doesn’t have time for coaching. I may need to give advice first and after the situation has been resolved, I will coach the coachee by questions.
  • Having advice is really necessary for creating coachee self-awareness, and significant growing.
  • Coachee is really unable to come up with his/her answer or solution to handle the situation.

Although providing advice is allowed to be done, a coach should not make it too easy for coachee. Instead of giving straight advice, a coach should provide artistic advice as follows:-

  • Use story telling such as history, fable, and legend.
  • Giving example.
  • Share story of coach or other people.
  • Story from watching assigned movie or reading book.

After giving artistic advice, a coach will ask coachee questions of their learning of story or example, how this story relates to their facing situation and what parts of the story can be applied for handling the situation.

To assure coachee get the best from coaching, a coach can apply different methods for coaching. A coach just needs to make sure that the chosen methods will support main purposes of coaching in developing coachee thinking and unleashing their potentials.

Advertisements

โค้ชกลุ่ม (Group Coaching) อย่างไร ให้ได้ใจทั้งทีม โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

การโค้ชกลุ่ม (Group Coaching) เป็นประสบการณ์ที่สุดแสนท้าทายสำหรับโค้ชหลายท่าน เพราะธรรมชาติของการโค้ชเปรียบเสมือนการเต้นรำระหว่างโค้ชกับโค้ชชี่ โดยโค้ชเต้นตามจังหวะของโค้ชชี่ ผ่านการสนทนา วิธีการสื่อสารพูดจาที่ยืดหยุ่นสอดคล้องกับคุณลักษณะของโค้ชชื่ บรรยากาศ และสถานการณ์ในการโค้ช ทั้งนี้ โค้ชจะใช้กระบวนการเป็นตัวควบคุมการสนทนาโดยมีจุดประสงค์ ดังต่อไปนี้

  • ช่วยให้โค้ชชี่เกิดการตระหนักรู้จากภายในตนเอง (Create Self-Awareness) และเข้าใจความจริงในปัจจุบัน (Understand Current Reality) ทั้งในส่วนที่เป็นข้อเท็จจริง และสิ่งที่โค้ชชี่ปรุงแต่งขึ้นในรูปแบบของความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมที่แสดงออกมา
  • ช่วยให้โค้ชชี่เล็งเห็นภาพเป้าหมายที่ตนต้องการบรรลุ (Define Picture of Goal)
  • ช่วยให้โค้ชชี่สามารถคิดค้นทางเลือกต่างๆและพัฒนาแผนดำเนินการที่เป็นรูปธรรม (Develop Action Plan)

การเต้นรำกับโค้ชชี่เพียงคนเดียวก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้ว โค้ชต้องแม่นยำในกระบวนการ มีสติอย่างสมบูรณ์ ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับตนเอง จึงจะสามารถปรับตนยืดหยุ่นและสนทนาได้อย่างลื่นไหลในการโค้ช การเต้นรำกับโค้ชชี่หลายท่านยิ่งท้าทาย เพราะพื้นฐานและความคาดหวังของโค้ชชี่ต่อการโค้ชมีความแตกต่างกัน แม้ว่าการโค้ชจะอยู่ภายใต้หัวข้อหรือประเด็นเดียวกันก็ตาม

ในการโค้ชกลุ่ม จุดมุ่งเน้นที่สำคัญที่สุดคือการทำให้โค้ชชี่ทุกคนเดินทางมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันด้วยความเต็มใจและร่วมแรงร่วมใจ ภายใต้บรรยากาศของความหวัง มีแรงบันดาลใจ และมุ่งมั่น แนวทางปฏิบัติที่ผู้เขียนใช้ในการโค้ชกลุ่มและประสบความสำเร็จมีดังต่อไปนี้

  • ชี้แจงให้โค้ชชี่ทราบว่าองค์กรส่วนใหญ่จะลงทุนเรื่องการโค้ชกับบุคลากรที่เป็นความหวัง เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงขององค์กร และบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกให้รับการโค้ชเป็นบุคคลที่องค์กรเชื่อมั่นว่าสามารถพัฒนาได้
  • กระตุ้นให้โค้ชชี่ทุกคนจินตนาการถึงภาพเป้าหมายที่ตนต้องการบรรลุ และสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตพวกตนหากเป้าหมายนั้นกลายเป็นความจริง
  • กระตุ้นให้โค้ชชี่ร่วมสังเคราะห์ภาพที่จินตนาการออกมาเป็นเป้าหมาย 1-2 ข้อที่เห็นชอบร่วมกัน และเป็นเป้าหมายที่สอดคล้องกับหัวข้อในการพัฒนา
  • ทำให้แน่ใจว่าเป้าหมายที่กำหนดขึ้นอยู่ภายใต้เกณฑ์ 4 ข้อ คือเป็นเป้าหมายที่สร้างแรงบันดาลใจ ท้าทาย เป็นจริงได้ และวัดผลได้
  • ทำให้แน่ใจว่าโค้ชชี่ทุกคนมีความรู้สึกตื่นเต้น พึงพอใจ และกระตือรือร้นอยากจะทำให้เป้าหมายบรรลุผล
  • กระตุ้นให้โค้ชชี่ร่วมกันวางกลยุทธ์หรือเส้นทาง (Road Map) ที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายนั้น
  • กระตุ้นให้โค้ชชี่ร่วมกันกำหนดวิธีดำเนินการ (Action Plan) สำหรับกลยุทธ์แต่ละข้อ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น
  • แต่งตั้งหัวหน้าทีมใหญ่และทีมย่อยเพื่อรับผิดชอบในการขับเคลื่อนการเดินทางสู่ความสำเร็จของทีม โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนสมาชิกในทีมให้มีโอกาสรับบทบาทหัวหน้าทีมเพื่อการเรียนรู้การเป็นผู้นำ
  • โค้ชต่อเนื่องเพื่อติดตามผลความคืบหน้าของทีม และการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากการนำวิธีดำเนินการไปปฏิบัติ
  • โค้ชหมั่นแสดงความชื่นชมความสำเร็จของทีม และให้กำลังใจทีมเป็นระยะ รวมถึงสะท้อนจุดแข็งของทีมให้ได้รับรู้ด้วย การชมและการสะท้อนจุดแข็งช่วยให้โค้ชชี่เกิดการเรียนรู้ ส่งเสริมความเคารพ และมั่นใจในตนเอง
  • นำการให้คำปรึกษาแนะนำ (Mentoring) มาใช้ผสมผสานกับการโค้ชด้วยคำถามตามความเหมาะสม

ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การโค้ชกลุ่มประสบความสำเร็จคือ ความสามารถของโค้ชในการสร้างบรรยากาศที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ ความฮึกเหิม ทำให้บุคคลเห็นคุณค่าในตนเอง โค้ชต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการโค้ชแต่ละครั้ง ขณะที่มีความสามารถในการปรับตนยืดหยุ่นในการสนทนา ไม่ยึดติดกับรูปแบบการโค้ชด้วยคำถามเพียงอย่างเดียว แต่สามารนำการให้คำปรึกษาแนะนำ (Mentoring) มาใช้อย่างเหมาะสมในจังหวะต่างๆ เพื่อทำให้การโค้ชดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นสูงสุดโดยแท้จริง

พลังของการตั้งคำถามว่า “มีอะไรอีกไหม?” ในการโค้ช โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

คำถามว่า “มีอะไรอีกไหม?” ฟังดูเหมือนเป็นคำถามธรรมดาๆใช่ไหมคะ? แต่หารู้ไหม คำถามนี้เป็นคำถามสำคัญที่ทำให้โค้ชชี่ปลดปล่อยศักยภาพของตนเองอย่างเต็มกำลัง เพราะท่านผู้อ่านคงทราบกันแล้วว่าในกระบวนการสนทนาการโค้ช โค้ชจะตั้งคำถามกระตุ้นให้โค้ชชี่คิดค้นทางเลือก (Option) และวิธีดำเนินการต่างๆ (Action) ด้วยตนเอง เช่น โค้ชตั้งคำถามว่า “คุณคิดว่ามีทางเลือกอะไรบ้างในการกระตุ้นให้การประชุมมีบรรยากาศฮีกเหิมอย่างที่คุณต้องการ” โค้ชชี่จะเป็นผู้คิดหาคำตอบเกี่ยวกับทางเลือกที่เป็นไปได้ต่างๆ โดยยังไม่ต้องลงรายละเอียดของแต่ละทางเลือกนั้น ประเด็นสำคัญคือ โค้ชต้องไม่หยุด หรือพอใจอะไรง่ายๆ เมื่อโค้ชชี่คิดทางเลือกได้ 1 ทางเลือกแล้ว โค้ชต้องชม และกระตุ้นด้วยการตั้งคำถามต่อไปเรื่อยๆว่า “มีอะไรอีกไหม?” ถามไปเรื่อยๆจนโค้ชชี่คิดไม่ออกแล้ว จึงค่อยหยุด

Idea

อย่าลืมว่าการโค้ชมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาวิธีคิดของโค้ชชี่ และช่วยให้โค้ชชี่ดึงสิ่งที่ดีที่สุดจากตนเองออกมา โค้ชที่มีคุณภาพจะใช้ปัญญาญาณ (Intuition) นำทางว่า เขาควรขยาย (Stretch)ความคิดของโค้ชชี่ไปถึงจุดใด สำหรับโค้ชแล้วมันคือความรู้สึกว่ายังมีบางอย่างดีๆที่โค้ชชี่สามารถดึงออกมาจากตนเองได้อีก

เมื่อโค้ชเชื่อมั่นในศักยภาพของโค้ชชี่และบรรยากาศการสนทนาเต็มไปด้วยความไว้วางใจ หลังจากตระหนักรู้ความจริง เล็งเห็นภาพเป้าหมายที่ตนต้องการบรรลุ โค้ชชี่มีแนวโน้มที่จะตื่นตัว และกระตือรือร้นในการคิดค้นทางเลือกต่างๆอยู่แล้ว คุณประโยชน์ที่โค้ชชี่จะได้รับคือการได้ค้นพบทางเลือกที่เป็นไปได้หลายๆทาง และมีโอกาสเลือกทางเลือกที่สอดคล้องกับความเป็นจริงในสภาพการณ์ของตนมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ตามมาคือ โค้ชชี่ได้ค้นพบว่าตนเองมีความสามารถแสวงหาคำตอบหรือทางออกที่จะนำมาจัดการกับสถานการณ์ของตนได้ หลายคนค้นพบว่า ตนเองมีความคิดสร้างสรรค์ไม่น้อยเลย จากเดิมที่ไม่เคยตระหนักถึงความสามารถด้านนี้ของตนเองมาก่อน ที่สำคัญที่สุดคือ การเติบโตทางความคิดและอารมณ์ของโค้ชชี่ โค้ชชี่จะรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง และมีความเคารพตนเองมากขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้น โค้ชต้องไม่ลืมชมและให้กำลังใจโค้ชชี่เป็นระยะ เพราะเขาต้องใช้สมองไม่น้อยเลย และสะท้อนจุดแข็งให้เขารับรู้ด้วย เขาจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง ภาคภูมิใจ และเชื่อมั่นในตนเองเพิ่มขึ้น

เรียนรู้ Coaching ผ่านทางมือถือ โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

การโค้ชยังคงเป็นกระแสที่มาแรงอย่างสม่ำเสมอ ผู้เขียนในฐานะโค้ชและวิทยากรด้านการโค้ชจึงต้องแสวงหาและพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ให้แก่ผู้เข้าอบรม เพราะลำพังการฝึกอบรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องยอมรับว่า ต่อให้ผู้เข้าอบรมประทับใจและเล็งเห็นคุณค่าของเนื้อหาและทักษะที่ได้รับในการฝึกอบรมมากเพียงใด แต่การนำไปใช้อย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นนิสัยนั้นเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง เพราะมนุษย์มีอุปนิสัย ความเป็นตัวต้นดั้งเดิมที่บ่มเพาะมาเป็นเวลายาวนาน การสร้างนิสัยใหม่ ผู้เข้าอบรมต้องให้ความใส่ใจ และมุ่งมั่นในการนำไปปฏิบัติอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ ในการฝึกอบรม ผู้เขียนจึงแนะนำให้ลูกค้าทำ Group Coaching ให้แก่ผู้เข้าอบรม ภายหลังเสร็จสิ้นการฝึกอบรม Coaching โดยแบ่งผู้เข้าอบรมออกเป็นกลุ่มย่อย และโค้ชต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะนำทักษะไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างมีประสิทธิผล นอกจากนั้น ผู้เขียนยังมอบเครื่องมือคือ Coaching E-Book ซึ่งผู้เข้าอบรมสามารถทบทวนเนื้อหาการโค้ชที่ได้เรียนรู้ไปผ่านทางมือถือ ซึ่งผู้เข้าอบรมจะได้รับฟังเสียงของผู้เขียนบรรยายสรุปทุกหน้า (MP3) และสามารถฟังได้ในทุกๆที่ที่ต้องการ

การเรียนรู้ที่แท้จริงคือ การนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ ผู้เขียนจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า Coaching E-Book เล่มนี้ของผู้เขียนจะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง อันนำมาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

ผลงานหนังสือของผู้เขียน

หนังสือเล่ม: การโค้ชเพื่อพัฒนาผลการปฏิบัติงานที่ยอดเยี่ยม

หนังสือการโค้ชเพื่อพัฒนาผลการปฏิบัติงานที่ียอดเยี่ยม

E-Book: ทักษะการโค้ชเชิงรุกสำหรับผู้นำ

Cover-Proactive Coaching Skills

การโค้ช (Coaching) กับการให้คำปรึกษาแนะนำ (Mentoring) โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

การโค้ช (Coaching)

สหพันธ์โค้ชนานาชาติ (International Coach Federation) ได้นิยามการโค้ชไว้ดังนี้
การโค้ชคือ การเป็นพันธมิตรกับลูกค้าในกระบวนการกระตุ้นและสรรค์สร้างความคิด ซึ่งช่วยผลักดันให้เกิดการใช้ศักยภาพสูงสุดทั้งในด้านส่วนตัว และวิชาชีพ ซึงถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งภายใต้สภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอนและซับซ้อนในปัจจุบัน โค้ชจะให้เกียรติลูกค้าว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในชีวิตของตนเอง และเชื่อว่าลูกค้าทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์ รอบรู้ และสมบูรณ์ในตนเอง บนรากฐานดังกล่าวนี้ โค้ชจึงมีความรับผิดชอบในการ:

• เปิดเผย สร้างความกระจ่างแจ้ง และปรับให้สอดคล้องกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการบรรลุ
• กระตุ้นการค้นพบตนเองของลูกค้า
• ช่วยให้ลูกค้าพัฒนาวิธีแก้ปัญหาและกลยุทธ์
• ถือว่าความรับผิดชอบนั้นเป็นของลูกค้า

จากนิยามข้างต้นของสหพันธ์โค้ชนานาชาติ ผู้เขียนได้พัฒนาคำนิยามของการโค้ชเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนในการนำไปใช้ไว้ดังนี้
การโค้ชหมายถึง กระบวนการและทักษะการสื่อสารเพื่อพัฒนาวิธีคิดของผู้รับการโค้ช (โค้ชชี่) ให้เกิดความเข้าใจความเป็นจริงในปัจจุบัน (Understand Current Realities) และแสวงหาทางเลือก (Explore Alternatives) และกำหนดวิธีการดำเนินการ (Develop Actions) ในการจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับความเป็นจริงด้วยตนเอง อันนำไปสู่การพัฒนา หรือสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในเชิงพฤติกรรม และผลลัพธ์ทั้งในส่วนของชีวิตการทำงาน และชีวิตส่วนตัวของตนเอง

หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า การโค้ช คือ กระบวนการและทักษะในการสื่อสารเพื่อกระตุ้นหรืออำนวยการ (Facilitating) ให้บุคคลค้นพบ (Self-Discovery) และเข้าใจตนเอง ตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) และปลดปล่อยศักยภาพของตนโดยแสวงหาทางเลือก และวิธีการดำเนินการที่สร้างสรรค์ ซึ่งเป็นวิธีการที่ทำให้ตนเองรู้สึกมั่นใจ พึงพอใจ และเกิดความรู้สึกผูกมัด (Commitment) ที่จะลงมือปฏิบัติให้เกิดผลลัพธ์ตามที่ได้พูดคุยกันไว้

การให้คำปรึกษาแนะนำ (Mentoring)
Mentor หรือ ผู้ให้คำปรึกษาแนะนำ หมายถึง ผู้มีประสบการณ์ มีทักษะ หรือมีความชำนาญที่ได้รับความไว้วางใจ และมอบหมายจากองค์กรให้เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือบุคคลอื่นผ่านรูปแบบของการให้คำปรึกษาแนะนำ เพื่อให้บุคคลเกิดความเข้าใจ สามารถก้าวข้ามผ่านปัญหาอุปสรรค และเอาชนะความท้าทายต่างๆในการทำงานได้

Mentor อาจเป็นคนที่ทำงานอยู่ในองค์กรเดียวกันกับผู้รับคำปรึกษาแนะนำ หรืออาจเป็นบุคคลภายนอกที่องค์กรจ้างมา Mentor แตกต่างจากโค้ชตรงที่ Mentor สามารถแบ่งปันประสบการณ์ เทคนิค และให้คำแนะนำตามที่ได้รับการร้องขอ ขณะที่โค้ชจะหลีกเลี่ยงการให้คำแนะนำหรือให้คำแนะนำเท่าที่จำเป็น แต่จะมุ่งเน้นกระตุ้นให้โค้ชชี่คิด จนเกิดความเข้าใจด้วยตนเองเป็นหลัก โค้ชสามารถให้คำแนะนำได้ตามที่โค้ชชี่ร้องขอ หรือให้คำแนะนำเสริมในประเด็นปลีกย่อย ภายหลังจากโค้ชชี่ได้กำหนดวิธีดำเนินการ (Action) ที่ตนเองรู้สึกพึงพอใจ และสอดคล้องกับสถานการณ์แล้ว
Bee Training-1

บีสอน2

ตัวอย่างวีดีโอการสอน Coaching (ช่วง Introduction) โดยโค้ช ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

การโค้ชด้วยคำถาม (Coaching by Questions) โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

เมื่อพูดถึงการโค้ช คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึงทักษะที่สำคัญที่สุดคือ ‘ทักษะการตั้งคำถาม’ เพราะการโค้ชที่ปราศจาก ‘การตั้งคำถาม’ เท่ากับว่า ‘ไม่มีการโค้ชเกิดขึ้น’

No Questions, No Coaching

Question Mark

การโค้ช เป็นเครื่องมือในการปลดปล่อยศักยภาพมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์สามารถใช้ศักยภาพนั้นในการปฏิบัติงาน และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และประสบความสำเร็จ คำไว่า ‘ปลดปล่อยศักยภาพ’ มีความหมายชัดเจนในตัวอยู่แล้วว่าคือการ ‘ปล่อยออกมา’ ไม่ใช่ ‘ใส่เข้าไป’ ด้วยการให้คำแนะนำสั่งสอน ขณะที่การตั้งคำถามให้อีกฝ่ายได้คิดด้วยตนเอง จะช่วยให้โค้ชชี่สามารถปลดปล่อยศักยภาพออกมาได้มากกว่า

คำถามนั้นมีพลังมหาศาล คำถามช่วยเปิดประตูไปสู่การแก้ปัญหา กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ การค้นพบทางออกใหม่ๆ การตั้งคำถามที่ทรงพลังยังช่วยให้โค้ชชี่เข้าใจสถานการณ์ หรือประเด็นปัญหาได้ชัดเจนขึ้น

open exit door 10461663_xl-1

รูปแบบของคำถามที่ใช้ในการโค้ช มีอยู่ 2 แนวทาง
1. คำถามที่มุ่งเน้นทำความเข้าใจกับปัญหาและสาเหตุ (Problem-Focused Questions) เช่น
– เกิดอะไรขึ้น?
– สาเหตุเกิดจากอะไร?
– ลูกค้ารู้สึกอย่างไร
– ใครรับผิดชอบในเรื่องนี้?
– ผลกระทบคืออะไร?
– อะไรคือแรงจูงใจของเรื่องนี้?
– อะไรคือปัญหาอุปสรรคที่ทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย?

2. คำถามที่มุ่งเน้นการแสวงหาทางออกหรือวิธีการจัดการกับปัญหา (Solution-Focused Questions) เช่น
– คุณมองเรื่องนี้อย่างไร?
– คุณเรียนรู้อะไรจากสถานการณ์นี้บ้าง?
– เราจะเดินหน้าต่อไปจากจุดนี้อย่างไร?
– สิ่งที่คุณต้องการจะบรรลุคืออะไร?
– มีทางเลือกอะไรบ้าง?
– เราจะป้องกันไม่ให้สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกได้อย่างไร?
– สิ่งแรกที่เราควรทำคืออะไร?

ไม่มีใครสามารถฟันธงได้ว่า โค้ชควรตั้งตั้งคำถามอะไร ควรถามคำถามที่มุ่งไปที่ตัวปัญหาหรือทางออกของปัญหา คำตอบคือ การย้อนกลับมาดูวัตถุประสงค์ของการโค้ชว่าต้องการบรรลุอะไร แน่นอน เพื่อช่วยให้โค้ชชี่เกิดความเข้าใจ เรียนรู้ และสามารถก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงพร้อมกับวิธีการหรือทางออกใหม่ๆที่นำไปใช้ได้จริง

ดังนั้น หากเราตั้งคำถามที่เน้นไปที่ตัวปัญหาและสาเหตุ หรือเป็นคำถามที่เน้นอดีต ย่อมช่วยให้โค้ชชี่เกิดความเข้าใจในสถานการณ์ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม มันอาจทำให้โค้ชชี่ต้องจมลึกลงไปในตัวปัญหามากขึ้นได้เช่นกัน จากผลการศึกษาด้านสมอง พบว่าสมองจะสร้างความเชื่อมโยงข้อมูลจากความจำ ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก สิ่งที่โค้ชชี่คิดถึงบ่อยๆ พูดถึงบ่อยๆ สมองจะสร้างความเชื่อมโยงจนกลายเป็นเหมือนแผนที่ถาวร หรือความทรงจำที่ฝังลึกในใจโค้ชชี่

จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องทำให้โค้ชชี่เจ็บก่อนที่จะเรียนรู้?

คำตอบคือ ไม่จำเป็น การเรียนรู้ของมนุษย์เป็นเรื่องของการสร้างความเชื่อมโยงในสมอง การตั้งคำถามเพื่อให้โค้ชชี่มองไปสู่อนาคต ให้จินตนาการถึงภาพที่ต้องการจะเห็น สิ่งที่ตนเองต้องการจะเป็น หรือเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง สามารถทำให้โค้ชชี่เข้าใจความเป็นจริงในปัจจุบันได้ชัดเจนขึ้นเช่นกัน

นอกจากนั้น โค้ชยังสามารถใช้คำถามที่เน้นไปที่วิธีคิดแทนที่ การตั้งคำถามเพื่อเน้นรายละเอียดของสถานการณ์ เพราะปัญหาทุกอย่างมักเกิดจากวิธีคิด จึงต้องแก้ที่วิธีคิด คำถามวิธีคิด เช่น คุณมองเรื่องนี้อย่างไร? คิดเรื่องนี้มานานเท่าไร? รู้สึกอบ่างไร? คิดว่าตนเองอยู่ที่จุดใด? มีความมุ่งมั่นระดับใดที่จะทำให้สำเร็จ? คำถามเหล่านี้ช่วยให้โค้ชชี่ประเมินวิธีคิดของตนเอง และเข้าใจตนเองได้ดีขึ้น โดยไม่ต้องผ่านความเจ็บปวดจากการพูดถึงรายละเอียดของปัญหาหรือสาเหตุของปัญหานั้น คำถามวิธีคิดที่มีคุณภาพจะช่วยให้โค้ชชี่มองย้อนกลับมาและสะท้อนภาพตนเองได้ชัดขึ้น ซึ่งรวมถึงเกิดความเข้าใจในสถานการณ์และที่มาของสถานการณ์นั้นชัดเจนขึ้นได้เช่นกัน

picture of girl hand and sea-1

มาถึงตอนนี้ โค้ชคงต้องตัดสินใจเลือกแล้วค่ะว่าต้องการใช้คำถามลักษณะใด และสิ่งที่ท่านเลือกก็จะส่งผลโดยตรงต่อตัวโค้ชชี่ และประสิทธืภาพ ประสิทธิผลของการโค้ชค่ะ

The Spirit of Coaching Part1: กระจกบานใสของโค้ชชี่

มีหลายคนตั้งคำถามกับดิฉันว่า คนที่เป็นโค้ชควรมีคุณสมบัติอะไรบ้าง? เพราะตอนนี้มีคนเรียกตนเองว่าโค้ชจำนวนไม่น้อย แล้วแบบไหนที่ใช่โค้ชที่แท้จริง

ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ ดิฉันขอตั้งคำถามกลับไปว่า แล้วคิดว่า ทำไมคนต้องการโค้ช? คำตอบคือ เพราะ ‘เส้นผมมักบังภูเขา’ คือคนไม่สามารถเห็นตนเองได้ครบทุกด้าน หรืออาจปฏิเสธที่จะมองเห็นตนเอง โค้ชจึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นกระจกใสสะท้อน (Reflect) ให้ผู้อื่นเห็นตนเองได้อย่างชัดเจนที่สุด ประเด็นนี้ถือเป็นจิตวิญญาณ (Spirit) หรือแก่นแท้ของการโค้ช และเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา และเปลี่ยนแปลงตนเอง หรือที่เรียกว่าการทำให้เกิดสภาวะของ ‘การตระหนักรู้’ (Create Self-Awareness) ให้แก่โค้ชชี่ เพราะผู้รู้ความจริง และยอมรับความจริืงเท่านั้น จึงจะมีโอกาสที่จะก้าวข้ามปัญหาอุปสรรค ดึงตัวเองให้หลุดพ้นจากกับดัก และก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมาย ความสุข และความสำเร็จที่วาดฝันไว้ และสภาวะแห่งการตระหนักรู้จะเกิดขึ้นจากการตื่นจากภายในตนเอง หรือที่เรียกว่าเกิด Insight ภายใต้การมองเห็นของตนเอง ด้วยตนเอง หาใช่ผู้อื่นมาบอกให้ หรือชี้นำให้

ลองจินตนาการถึงเวลาที่เราส่องกระจกบานใส แล้วเราเห็นตนเองในกระจกว่า เรามีสิวบนใบหน้าในตำแหน่งใดบ้าง จำนวนเท่าไร ตอนเห็นครั้งแรกคงตกใจ ไม่สบายใจ และเครียด แต่อย่างน้อย เราก็ตระหนักรู้ว่ามีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น และมันสำคัญกับเรา ถ้าเราไม่แก้ไข มันจะส่งผลถึงบุคลิกภาพ และการติดต่อเจรจาธุรกิจของเรา ทำให้้เราสูญเสียความมั่นใจในตนเอง การตระหนักถึงความสำคัญ และผลกระทบถือเป็นส่วนหนึ่งของการเกิด Insight และหากสามารถตระหนักรู้ต่อไปได้ว่าแทนที่เราจะมานั่งวิตกกังวลทั้งวัน สู้มองไปข้างหน้า และแสวงหาแนวทางแก้ไขหรือป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกดีกว่า เพราะยิ่งคิดยิ่งไม่มีความสุข และความสุขคือสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่หรือ นี่คือ อีกรูปแบบหนึ่งของการเกิด Insight ตระหนักในความเป็นจริง ตระหนักถึงสิ่งที่เราต้องการ และพร้อมก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคง พร้อมกับความคิดใหม่ๆ และวิธีจัดการที่สร้างสรรค์

ในทางตรงกันข้าม หากกระจกบานที่เราส่องนั้นไม่ใสพอจะเกิดอะไรขึ้นกับเีรา? เรามองไม่เห็นสิว เพราะกระจกนั้นมัว หรือมีฝุ่นเกาะหนา กระจกบานนั้นไม่สามารถสะท้อนความจริงได้ เราไม่เห็นสิวอุดตันที่ซ่อนอยู่ เพราะกระจกสะท้อนกลับมาเช่นนั้น แล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อมาคืออะไร ไม่มีการตื่นรู้อะไรเลย ไม่เห็นความจริงใดๆ ไม่ตระหนักว่าต้องเปลี่ยนแปลงใดๆ แล้วเราต้องการกระจกบานใสหรือบานที่ขุ่นมัวมาทำหน้าที่สะท้อนตัวตนของเราให้แก่เรากันแน่ นี่คือคำถามที่เราต้องถามกับตนเองค่ะ พรุ่งนี้ ติดตามตอนต่อของ The Spirit of Coaching แล้วเราจะรู้ว่า ‘การเรียนรู้ที่จะปล่อยวางสิ่งที่ตนรู้ คือการเรียนรู้ขั้นสูงสุด’