Tag Archives: Coaching. การโค้ช

พลังของการตั้งคำถามว่า “มีอะไรอีกไหม?” ในการโค้ช โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

คำถามว่า “มีอะไรอีกไหม?” ฟังดูเหมือนเป็นคำถามธรรมดาๆใช่ไหมคะ? แต่หารู้ไหม คำถามนี้เป็นคำถามสำคัญที่ทำให้โค้ชชี่ปลดปล่อยศักยภาพของตนเองอย่างเต็มกำลัง เพราะท่านผู้อ่านคงทราบกันแล้วว่าในกระบวนการสนทนาการโค้ช โค้ชจะตั้งคำถามกระตุ้นให้โค้ชชี่คิดค้นทางเลือก (Option) และวิธีดำเนินการต่างๆ (Action) ด้วยตนเอง เช่น โค้ชตั้งคำถามว่า “คุณคิดว่ามีทางเลือกอะไรบ้างในการกระตุ้นให้การประชุมมีบรรยากาศฮีกเหิมอย่างที่คุณต้องการ” โค้ชชี่จะเป็นผู้คิดหาคำตอบเกี่ยวกับทางเลือกที่เป็นไปได้ต่างๆ โดยยังไม่ต้องลงรายละเอียดของแต่ละทางเลือกนั้น ประเด็นสำคัญคือ โค้ชต้องไม่หยุด หรือพอใจอะไรง่ายๆ เมื่อโค้ชชี่คิดทางเลือกได้ 1 ทางเลือกแล้ว โค้ชต้องชม และกระตุ้นด้วยการตั้งคำถามต่อไปเรื่อยๆว่า “มีอะไรอีกไหม?” ถามไปเรื่อยๆจนโค้ชชี่คิดไม่ออกแล้ว จึงค่อยหยุด

Idea

อย่าลืมว่าการโค้ชมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาวิธีคิดของโค้ชชี่ และช่วยให้โค้ชชี่ดึงสิ่งที่ดีที่สุดจากตนเองออกมา โค้ชที่มีคุณภาพจะใช้ปัญญาญาณ (Intuition) นำทางว่า เขาควรขยาย (Stretch)ความคิดของโค้ชชี่ไปถึงจุดใด สำหรับโค้ชแล้วมันคือความรู้สึกว่ายังมีบางอย่างดีๆที่โค้ชชี่สามารถดึงออกมาจากตนเองได้อีก

เมื่อโค้ชเชื่อมั่นในศักยภาพของโค้ชชี่และบรรยากาศการสนทนาเต็มไปด้วยความไว้วางใจ หลังจากตระหนักรู้ความจริง เล็งเห็นภาพเป้าหมายที่ตนต้องการบรรลุ โค้ชชี่มีแนวโน้มที่จะตื่นตัว และกระตือรือร้นในการคิดค้นทางเลือกต่างๆอยู่แล้ว คุณประโยชน์ที่โค้ชชี่จะได้รับคือการได้ค้นพบทางเลือกที่เป็นไปได้หลายๆทาง และมีโอกาสเลือกทางเลือกที่สอดคล้องกับความเป็นจริงในสภาพการณ์ของตนมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ตามมาคือ โค้ชชี่ได้ค้นพบว่าตนเองมีความสามารถแสวงหาคำตอบหรือทางออกที่จะนำมาจัดการกับสถานการณ์ของตนได้ หลายคนค้นพบว่า ตนเองมีความคิดสร้างสรรค์ไม่น้อยเลย จากเดิมที่ไม่เคยตระหนักถึงความสามารถด้านนี้ของตนเองมาก่อน ที่สำคัญที่สุดคือ การเติบโตทางความคิดและอารมณ์ของโค้ชชี่ โค้ชชี่จะรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง และมีความเคารพตนเองมากขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้น โค้ชต้องไม่ลืมชมและให้กำลังใจโค้ชชี่เป็นระยะ เพราะเขาต้องใช้สมองไม่น้อยเลย และสะท้อนจุดแข็งให้เขารับรู้ด้วย เขาจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง ภาคภูมิใจ และเชื่อมั่นในตนเองเพิ่มขึ้น

Advertisements

โค้ชชี่ร้องไห้ ทำไงดี? โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

ในระหว่างการสนทนาการโค้ช เป็นไปได้ที่ผู้รับการโค้ช (โค้ชชี่) อาจมีอารมณ์รุนแรงเกี่ยวกับประเด็นปัญหาและสถานการณ์ที่ตนกำลังเผชิญอยู่ โค้ชชี่อาจร้องไห้ออกมา โค้ชที่มีเจตนารมณ์ที่ดีและจิตใจอ่อนไหว อาจมีอารมณ์ร่วม และรู้สึกเห็นอกเห็นใจโค้ชชี่ จึงช่วยปลอบประโลมโค้ชชี่ โดยหารู้ไม่ว่า การทำเช่นนั้น เป็นการกระตุ้นให้โค้ชชี่ยิ่งมีอารมณ์ในเรื่องนั้นๆมากขึ้น และจมลึกลงไปในเรื่องนั้น จนถอนตัวออกมาได้ยาก

โค้ชควรปฏิบัติตนอย่างไร เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ลักษณะนี้?

  • มีสติ นิ่ง วางจิตเป็นกลาง ไม่ต้องมีอารมณ์ร่วม เพราะหากโค้ชมีอารมณ์ร่วม สติย่อมไม่สมบูรณ์ จะไม่สามารถให้ความช่วยเหลือ และเป็นกระจกใสที่สะท้อนภาพความจริงให้โค้ชชี่เห็นได้ แต่กลับจะดึงโค้ชชี่ให้จมดิ่งลงไปในเรื่องราวนั้นยิ่งขึ้น
  • บอกโค้ชชี่ว่า ไม่เป็นไร หากโค้ชชี่ร้องไห้ ให้โค้ชส่งกระดาษทิชชู่ให้ แต่ไม่ต้องปลอบ หรือแตะต้องตัวโค้ชชี่ ให้นิ่ง สงบ รับฟัง สักพัก โค้ชชี่จะค่อยๆควบคุมสติได้
  • เมื่อโค้ชชี่เริ่มตั้งสติได้ โค้ชสามารถชมและสะท้อนจุดแข็งของโค้ชชี่จากสิ่งที่โค้ชชี่พูดออกมา โดยกล่าวขออนุญาตแชร์สิ่งที่ตนเองสัมผัสรับรู้ได้เกี่ยวกับโค้ชชี่เช่น “ดิฉันสัมผัสได้ถึงความเป็นนักสู้ในตัวคุณ” “องค์กรของคุณโชคดีที่ได้คุณมาทำงานด้วย” “ดูเหมือน ท่ามกลางความท้าทาย คุณได้ชิมความสำเร็จระหว่างทางมาไม่น้อย” การชมและสะท้อนจุดแข็งในจังหวะนี้จะช่วยให้โค้ชชี่มองเห็นคุณค่าของตน เป็นการปลุกโค้ชชี่ให้ตื่น ช่วยให้เขามองสถานการณ์และตนเองในอีกแง่มุมหนึ่ง และตระหนักว่าสถานการณ์อาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด
  • โค้ชแสดงความเข้าอกเข้าใจ แต่ไม่จำเป็นต้องเห็นอกเห็นใจ โค้ชพึงสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งในกระบวนการโค้ช แต่ต้องระมัดระวังที่จะไม่ให้จิตใจของตนขาดความเป็นกลาง มีอคติ เอนเอียงไปเข้าข้างโค้ชชี่ พึงทำตนเป็นกัลยาณมิตรที่ช่วยให้โค้ชชี่ตระหนักรู้ความจริงด้วยมุมมองที่ปราศจากอคติ แยกแยะข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น อารมณ์ ความรู้สึกได้อย่างชัดเจน ตัวอย่างประโยคคำพูดเพื่อแสดงความเข้าอกเข้าใจ เช่น “ดิฉันพอจะมองออกว่าคุณกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายไม่น้อยเลย” “ดิฉันเข้าใจดีค่ะว่าทำไมคุณถึงรู้สึกกดดัน เมื่อต้องถูกจับตามองจากทุกฝ่าย”
  • หลังจากโค้ชชี่เริ่มตั้งสติได้ และสงบลง ให้กล่าวสอบถามและขออนุญาตโค้ชชี่ว่า โค้ชชี่มีความประสงค์ที่จะรับการโค้ชต่อหรือไม่ หรืออยากพักก่อน หากโค้ชชี่ยินดีที่จะให้ดำเนินการโค้ชต่อ โค้ชควรสอบถามความรู้สึก และอารมณ์ ณ ปัจจุบันของโค้ชชี่ เช่น “ตอนนี้ รู้สึกอย่างไรบ้าง?” “ตอนนี้ มีอารมณ์อย่างไร ลองระบุเป็นคำ เช่น กลัว โกรธ กังวล?” การระบุอารมณ์ออกมาเป็นคำๆจะช่วยให้โค้ชชี่ตกผลึกอารมณ์ ตระหนักรู้ในอารมณ์ ความรู้สึกที่แท้จริงที่วิ่งวนอยู่ภายในตน เรียกว่าการ ‘ติดฉลากอารมณ์’ อารมณ์ที่ได้รับการติดฉลาก มักมีอิทธิพลลดลง สร้างการตระหนักรู้แก่โค้ชชี่ เมื่อโค้ชรับรู้อารมณ์ ณ ปัจจุบัน ย่อมสามารถตอบสนองได้อย่างเหมาะสม
  • ระหว่างการสนทนาการโค้ช หมั่นชม สะท้อนจุดแข็ง ศักยภาพเป็นระยะ เพื่อทำให้โค้ชชี่รู้สึกเคารพ และมั่นใจในตนเองเพิ่มขึ้น

หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อโค้ชทุกท่าน การให้ความช่วยเหลือผู้อื่นให้สามารถปลดล็อกตนเองออกจากปัญหาหรือสถานการณ์ที่เผชิญอยู่ ผู้ให้ความช่วยเหลือต้องไม่ไปติดกับดักอารมณ์หรือดำดิ่งลงไปในสถานการณ์ร่วมกันกับเขา เปรียบเสมือน นักเดินทางสองคน คนหนึ่งตกลงไปในบ่อโคลน อีกคนต้องไม่ตกลงไปด้วย เพื่อหาทางช่วยอีกคนให้สามารถขึ้นมาจากบ่อโคลนนั้นได้

What is Coaching?

มีข้อโต้เถึยงกันอย่างมากมายในวงการโค้ช ที่ปรึกษา วิทยากรของไทย เกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงของการโค้ช (Coaching) ส่วนใหญ่การโต้เถึยงนั้นมีที่มาจากความคิด ความเชื่อ ค่านิยมส่วนบุคคล ลูกค้าเองก็ไม่เข้าใจว่าการโค้ชคืออะไร บางคนเข้าใจว่าเป็นการสอนงาน เพราะนักแปลทั้งหลาย แปลไว้เช่นนั้น ทำให้คนเข้าใจผิดมากขึ้น เมื่อใดก็ตามที่เรานำแก่นแท้ของการโค้ชมาพิจารณา มากกว่ายึดตัวบุคคล เมื่อนั้น การให้นิยามการโค้ชย่อมมีความถูกต้อง สอดคล้องกับหลักการมากขึ้น

การโค้ชทางธุรกิจนั้นแตกต่างจากการสอนงานแบบ (On-the-Job Training) และแตกต่างจากการโค้ชกีฬา (Sport Coach) หรือ การโค้ชการใช้เสียง (Voice Coach) อย่างมาก แม้ว่าจะมีเป้าหมายร่วมกันคือการพัฒนา และปลดปล่อยศักยภาพคน แต่วิธีการนั้นแตกต่างกันอย่างมาก โค้ชกีฬา และโค้ชเสียงสามารถให้คำแนะนำได้ทันที เช่น ในสนามการแข่งขัน โค้ชกีฬาคงไม่สามารถมานั่งตั้งคำถามเพื่อโค้ชนักกีฬา โค้ชกีฬาจึงมีความจำเป็นต้องให้คำแนะนำในสถาณการณ์นั้น ขณะที่โค้ชทางธุรกิจ หรือโค้ชผลการปฏิบัติงาน จะนั่งคุยหรือโทรคุยกับโค้ชชี่ภายใต้บรรยากาศของความร่วมแรงร่วมใจ เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ และแสวงหาทางออกร่วมกัน

ประเด็นสำคัญคือคำว่า ‘สถานการณ์’ ไม่ใช่เราจะใช้การโค้ชได้ในทุกๆสถานการณ์ ผู้บริหาร ผู้จัดการ หัวหน้างาน ล้วนมีบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบที่หลากหลาย เป็นทั้งผู้นำ และผู้บริหาร การตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือใดขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เช่น ถ้าสถานการณวิกฤติ ไฟไหม้ห้องเก็บของ ผู้จัดการย่อมไม่อาจมานั่งโค้ชลูกน้อง ผู้จัดการต้องเข้าควบคุมสั่งการทันที

ในทางตรงกันข้าม ถ้าไม่ใช่สถานการณ์เร่งด่วน หรือฉุกเฉินจริง เช่น พนักงานทำงานไม่เสร็จตามกำหนดเวลา ผู้จัดการสามารถทำการโค้ชได้ อาจผ่านรูปแบบของการให้ Feedback ที่สร้างสรรค์ เพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเต็มใจที่จะปรับปรุงผลพฤติกรรม และผลการปฏิบัติงาน

การโค้ชจึงเป็นเครื่องมือ และกระบวนการที่ผู้บริหารใช้ในการสื่อสารเพื่อปรับปรุงหรือพัฒนาผลการปฏิับัติงานของบุคคลอื่น เพื่อให้บุคคลนั้นปลดปล่อยศักยภาพสูงสุดออกมา ผู้จัดการ หรือหัวหน้างาน ไม่จำเป็นต้องรอให้เกืดปัญหาใดปัญหาหนึ่งขึ้นก่อนค่อยทำการโค้ช เช่น กรณีผู้ใต้บังคับบัญชาท่านหนึ่งได้รับมอบหมายโครงการใหม่ ท่า่นจึงทำการโค้ชผู้ใต้บังคับบัญชาท่านนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมของเขาสำหรับการรับผิดชอบงานที่ท้าทาย

ดังนั้น การโค้ชภายในองค์กร สามารถเรียกได้ว่าเป็น การโค้ชเพื่อบริหารผลการปฏิบัติงาน หรือ Performance Coaching ซึ่งสามารถทำได้ใน 3 ลักษณะคือ

1. การโค้ชเพื่อปรับปรุงผลการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามความคาดหวัง หรือเป้าหมายขององค์กร ผ่านกระบวนการในการให้ Feedback

2. การโค้ชเพื่อพัฒนาผลการปฏิบัติงาน หรือขยายขีดความสามารถของพนักงาน

3. การโค้ชเพื่อกระตุ้นพฤติกรรมและผลการปฏิบัติงานเชิงบวก โดยผ่านการแสดงความชื่นชม

หลักการ แนวทาง หรือวิธีการโค้ชในสถานการณ์ต่างๆ ทำอย่างไร เชิญติดตามตอนต่อไปในวันพรุ่งนี้ค่ะ