Tag Archives: วิทยากร

เรียนรู้ Coaching ผ่านทางมือถือ โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

การโค้ชยังคงเป็นกระแสที่มาแรงอย่างสม่ำเสมอ ผู้เขียนในฐานะโค้ชและวิทยากรด้านการโค้ชจึงต้องแสวงหาและพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ให้แก่ผู้เข้าอบรม เพราะลำพังการฝึกอบรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องยอมรับว่า ต่อให้ผู้เข้าอบรมประทับใจและเล็งเห็นคุณค่าของเนื้อหาและทักษะที่ได้รับในการฝึกอบรมมากเพียงใด แต่การนำไปใช้อย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นนิสัยนั้นเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง เพราะมนุษย์มีอุปนิสัย ความเป็นตัวต้นดั้งเดิมที่บ่มเพาะมาเป็นเวลายาวนาน การสร้างนิสัยใหม่ ผู้เข้าอบรมต้องให้ความใส่ใจ และมุ่งมั่นในการนำไปปฏิบัติอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ ในการฝึกอบรม ผู้เขียนจึงแนะนำให้ลูกค้าทำ Group Coaching ให้แก่ผู้เข้าอบรม ภายหลังเสร็จสิ้นการฝึกอบรม Coaching โดยแบ่งผู้เข้าอบรมออกเป็นกลุ่มย่อย และโค้ชต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะนำทักษะไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างมีประสิทธิผล นอกจากนั้น ผู้เขียนยังมอบเครื่องมือคือ Coaching E-Book ซึ่งผู้เข้าอบรมสามารถทบทวนเนื้อหาการโค้ชที่ได้เรียนรู้ไปผ่านทางมือถือ ซึ่งผู้เข้าอบรมจะได้รับฟังเสียงของผู้เขียนบรรยายสรุปทุกหน้า (MP3) และสามารถฟังได้ในทุกๆที่ที่ต้องการ

การเรียนรู้ที่แท้จริงคือ การนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ ผู้เขียนจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า Coaching E-Book เล่มนี้ของผู้เขียนจะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง อันนำมาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

ผลงานหนังสือของผู้เขียน

หนังสือเล่ม: การโค้ชเพื่อพัฒนาผลการปฏิบัติงานที่ยอดเยี่ยม

หนังสือการโค้ชเพื่อพัฒนาผลการปฏิบัติงานที่ียอดเยี่ยม

E-Book: ทักษะการโค้ชเชิงรุกสำหรับผู้นำ

Cover-Proactive Coaching Skills

Advertisements

‘พูดเก่ง’ ไม่สำคัญ สำคัญที่ต้อง ‘พูดเป็น’ โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

การปล่อยวางของโค้ช โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

ทำไมโค้ชจึงต้องปล่อยวางคะ?
และปล่อยวางอะไร?

คำตอบคือ ทุกสิ่งทุกอย่างเลยค่ะ หลายท่านอาจบอกว่า จะปล่อยวางได้อย่างไรกัน ความรู้ ประสบการณ์ฉันมีมากมายที่จะมอบให้แก่โค้ชชี่

แต่การโค้ชไม่ใช่การสอน ไม่ใช่การให้คำแนะนำนะคะ การโค้ชคือ การอำนวยการ (Facilitate) และกระตุ้น (Encourage) ให้โค้ชชี่คิดด้วยตนเอง ผ่านการสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ การตั้งคำถาม การฟัง และการเงียบของโค้ช ทำไมโค้ชชี่ต้องเป็นคนคิดเองคะ? เพราะถ้าโค้ชให้คำแนะนำ โค้ชชี่ก็จะต้องพึ่งพิงโค้ชตลอดไป เติบโตด้วยตนเองไม่ได้ เพราะไม่เกิดความเข้าใจ และเรียนรู้จากภายในตนเอง (Self-Directive Learning)

งานวิจัยทางด้านสมองทำให้เรียนรู้ว่า สมองมนุษย์แตกต่างกันตั้งแต่โดยกำเนิด และเป็นผลจากการเลี้ยงดู ประสบการณ์ เงื่อนไขชีวิต โค้ชกับโค้ชชี่จึงมีแผนที่สมองหรือ การรับรู้ (Perception) แตกต่างกัน การนำประสบการณ์ของโค้ชชี่ไปให้คำแนะนำ หรือแม้แต่ถามนำโค้ชชี่ ย่อมไม่ช่วยให้โค้ชชี่เกิดการตื่นรู้อย่างแท้จริงภายในตนเอง ความเข้าใจ และการเรียนรู้ของโค้ชชี่จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง เมื่อโค้ชชี่ได้ใช้สมองในการคิด และเชื่อมโยงสิ่งต่างๆเข้าด้วยกันด้วยตนเอง

โค้ชจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปล่อยวางประสบการณ์ ความรู้ เช่น ผู้เขียนชำนาญด้าน Presentation มาก เป็นวิทยากรฝึกอบรมมาแล้วหลายกลุ่ม แต่เมื่อต้องรับบทบาทโค้ชด้านการ Presentation ให้โค้ชชี่ ผู้เขียนจะต้องวางความรู้ทั้งหมด และมุ่งไปที่กระบวนการคิดของโค้ชชี่เป็นหลัก ประเด็นคือ การส่งเสริมให้สมองของโค้ชชี่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โค้ชจึงต้องวางแม้กระทั่งตัวตนหรืออัตตาทั้งหลาย เพื่อให้ไม่นำประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจ ความสำเร็จของตนเองไปครอบงำโค้ชชี่ ทั้งที่ตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตาม เพื่อให้ตนเองกลายเป็นกระจกใสที่สะท้อนภาพของโค้ชชี่อย่างแท้จริง ไม่ใช่ภาพของโค้ชชี่ที่มีเงาของโค้ชซ้อนทับอยู่

‘การโค้ชคือ การดึงศักยภาพของโค้ชชี่ออกมา ไม่ใช่การใส่คำแนะนำของโค้ชเข้าไปค่ะ’

What is Coaching?

มีข้อโต้เถึยงกันอย่างมากมายในวงการโค้ช ที่ปรึกษา วิทยากรของไทย เกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงของการโค้ช (Coaching) ส่วนใหญ่การโต้เถึยงนั้นมีที่มาจากความคิด ความเชื่อ ค่านิยมส่วนบุคคล ลูกค้าเองก็ไม่เข้าใจว่าการโค้ชคืออะไร บางคนเข้าใจว่าเป็นการสอนงาน เพราะนักแปลทั้งหลาย แปลไว้เช่นนั้น ทำให้คนเข้าใจผิดมากขึ้น เมื่อใดก็ตามที่เรานำแก่นแท้ของการโค้ชมาพิจารณา มากกว่ายึดตัวบุคคล เมื่อนั้น การให้นิยามการโค้ชย่อมมีความถูกต้อง สอดคล้องกับหลักการมากขึ้น

การโค้ชทางธุรกิจนั้นแตกต่างจากการสอนงานแบบ (On-the-Job Training) และแตกต่างจากการโค้ชกีฬา (Sport Coach) หรือ การโค้ชการใช้เสียง (Voice Coach) อย่างมาก แม้ว่าจะมีเป้าหมายร่วมกันคือการพัฒนา และปลดปล่อยศักยภาพคน แต่วิธีการนั้นแตกต่างกันอย่างมาก โค้ชกีฬา และโค้ชเสียงสามารถให้คำแนะนำได้ทันที เช่น ในสนามการแข่งขัน โค้ชกีฬาคงไม่สามารถมานั่งตั้งคำถามเพื่อโค้ชนักกีฬา โค้ชกีฬาจึงมีความจำเป็นต้องให้คำแนะนำในสถาณการณ์นั้น ขณะที่โค้ชทางธุรกิจ หรือโค้ชผลการปฏิบัติงาน จะนั่งคุยหรือโทรคุยกับโค้ชชี่ภายใต้บรรยากาศของความร่วมแรงร่วมใจ เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ และแสวงหาทางออกร่วมกัน

ประเด็นสำคัญคือคำว่า ‘สถานการณ์’ ไม่ใช่เราจะใช้การโค้ชได้ในทุกๆสถานการณ์ ผู้บริหาร ผู้จัดการ หัวหน้างาน ล้วนมีบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบที่หลากหลาย เป็นทั้งผู้นำ และผู้บริหาร การตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือใดขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เช่น ถ้าสถานการณวิกฤติ ไฟไหม้ห้องเก็บของ ผู้จัดการย่อมไม่อาจมานั่งโค้ชลูกน้อง ผู้จัดการต้องเข้าควบคุมสั่งการทันที

ในทางตรงกันข้าม ถ้าไม่ใช่สถานการณ์เร่งด่วน หรือฉุกเฉินจริง เช่น พนักงานทำงานไม่เสร็จตามกำหนดเวลา ผู้จัดการสามารถทำการโค้ชได้ อาจผ่านรูปแบบของการให้ Feedback ที่สร้างสรรค์ เพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเต็มใจที่จะปรับปรุงผลพฤติกรรม และผลการปฏิบัติงาน

การโค้ชจึงเป็นเครื่องมือ และกระบวนการที่ผู้บริหารใช้ในการสื่อสารเพื่อปรับปรุงหรือพัฒนาผลการปฏิับัติงานของบุคคลอื่น เพื่อให้บุคคลนั้นปลดปล่อยศักยภาพสูงสุดออกมา ผู้จัดการ หรือหัวหน้างาน ไม่จำเป็นต้องรอให้เกืดปัญหาใดปัญหาหนึ่งขึ้นก่อนค่อยทำการโค้ช เช่น กรณีผู้ใต้บังคับบัญชาท่านหนึ่งได้รับมอบหมายโครงการใหม่ ท่า่นจึงทำการโค้ชผู้ใต้บังคับบัญชาท่านนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมของเขาสำหรับการรับผิดชอบงานที่ท้าทาย

ดังนั้น การโค้ชภายในองค์กร สามารถเรียกได้ว่าเป็น การโค้ชเพื่อบริหารผลการปฏิบัติงาน หรือ Performance Coaching ซึ่งสามารถทำได้ใน 3 ลักษณะคือ

1. การโค้ชเพื่อปรับปรุงผลการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามความคาดหวัง หรือเป้าหมายขององค์กร ผ่านกระบวนการในการให้ Feedback

2. การโค้ชเพื่อพัฒนาผลการปฏิบัติงาน หรือขยายขีดความสามารถของพนักงาน

3. การโค้ชเพื่อกระตุ้นพฤติกรรมและผลการปฏิบัติงานเชิงบวก โดยผ่านการแสดงความชื่นชม

หลักการ แนวทาง หรือวิธีการโค้ชในสถานการณ์ต่างๆ ทำอย่างไร เชิญติดตามตอนต่อไปในวันพรุ่งนี้ค่ะ