Tag Archives: การฟัง

กล่องของขวัญของโค้ชชี่ โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

ใกล้สิ้นปี 2556 ผู้เขียนปิดการโค้ชลูกค้าไปสองราย เพราะจบโปรแกรมพอดี พร้อมได้รับคำชมจากผู้บริหารและโค้ชชี่ที่ยอมรับว่าได้รับประโยชน์อย่างล้ำค่าจากการโค้ช ผู้เขียนรู้สึกยินดีอย่างเงียบๆ และขอยกเครดิตส่วนหนึ่งให้แก่โค้ชชี่ผู้มีจิตใจเปิดกว้าง และกล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลง ทัศนคติเช่นนี้คือใบเบิกทางที่ทำให้พวกเขาก้าวหน้า และได้รับประโยชน์อย่างสูงจากการโค้ช

การได้เกิดและมีชีวิตเหมือนกับได้รับของขวัญล้ำค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีโอกาสได้รับบทเรียน และเรียนรู้ควบคู่กันไป มนุษย์ทุกคนมีพรสวรรค์และความสามารถพิเศษติดตัวมาเพื่อรอเวลาที่จะได้รับการปลดปล่อย แต่เพราะเหตุปัจจัยต่างๆทำให้มนุษย์ไม่สามารถปลดล็อคแม่กุญแจดอกใหญ่ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการใช้พรสวรรค์ และความสามารถพิเศษ รวมถึงศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ ณ จุดนี้ โค้ชจึงก้าวเข้ามาในชีวิตของโค้ชชี่ การเดินทางเพื่อปลดล็อคศักยภาพจึงเริ่มขึ้น
Gift

โค้ชจะช่วยโค้ชชี่อย่างไร โค้ชจะช่วยให้โค้ชชี่เกิดความตระหนักรู้ และเข้าใจประเด็นปัญหาที่แท้จริงทั้งในแง่ของข้อเท็จจริง และความคิด ความรู้สึก ความเข้าใจเท่านั้นคือจุดเริ่มต้นของการเติบโต และพัฒนา เหมือนการจุดไฟในใจโค้ชชี่ให้มีแสงสว่าง เกิดความกระจ่างแจ้งกลางใจ โค้ชไม่ได้ใช้การบอก การสอน การแนะนำ แต่โค้ชจะถามให้คิด จะฟังอย่างลึกซึ้งเพื่อให้เข้าถึงตัวตนของโค้ชชี่ โดยไม่ใช้กรอบความคิดของตนมาตัดสินโค้ชชี่ แสงสว่างในใจจะนำทางโค้ชชี่ไปสู่การค้นพบทางออกของปัญหา ตระหนักในเป้าหมาย และก้าวเดินต่อไปพร้อมความเป็นอิสระ กำลังใจ และความหวัง

ในที่สุด โค้ชชี่ก็ได้เปิดกล่องของขวัญของตนเอง ด้วยตนเอง โค้ชไม่ใช่คนเปิดให้ โค้ชเพียงทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรที่ดีที่สุด ตลอดการเดินทางอันท้าทายของโค้ชชี่ โค้ชช่วยกระตุ้นความคิด เข้าถึงจิตใจ ให้การสนับสนุน เป็นกำลังส่งเสริมให้โค้ชชี่สามารถเอาชนะความท้าทาย และประสบความสำเร็จ

แม้การเดินทางร่วมกันระหว่างโค้ชกับโค้ชชี่จะสิ้นสุดลง โค้ชชี่อาจต้องเดินทางต่อโดยลำพัง แต่โค้ชชี่ไม่เคยโดดเดี่ยว เพราะมีปัญญาเป็นอาวุธ ของขวัญยังคงอยู่ ขอเพียงโค้ชชี่โอบกอดของขวัญ พรสวรรค์ ความสามารถพิเศษ ศักยภาพที่มี ไม่ปล่อยให้กับดักทางความคิดใดๆมาจำกัดการใช้ศักยภาพนั้น ผู้เขียนเชื่อมั่นว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น โค้ชชี่ย่อมผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

ผู้เขียนในฐานะโค้ชยังคงเป็นกำลังใจให้โค้ชชี่ทุกท่าน มิตรภาพของเราได้พัฒนาขึ้นแล้ว และพร้อมเสมอที่จะเป็นที่ปรึกษาและโค้ชที่ดีให้ในยามที่พวกเขาต้องการ

Advertisements

สื่อสารแบบผู้นำ: พูดเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายทำอย่างไร โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

การสื่อสารเป็นทักษะที่มีความสำคัญอย่างสูงสำหรับผู้นำ ผู้นำที่ประสบความสำเร็จมักเป็นนักสื่อสารชั้นยอด ยกตัวอย่างเช่น สตีฟ จ็อปส์ เขามักพูดเรื่องยากๆ หรือเรื่องทางเทคนิคให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย และเข้าถึงจิตใจผู้ฟังอยู่เสมอ

การพูดเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ‘ไม่ใช่เรื่องยาก’ เริ่มต้นที่ท่านปรับวิธีคิดและมุมมองเพียงเล็กน้อย และฝึกฝนทักษะการใช้ภาษาเพิ่มเติม ลองดำเนินการดังต่อไปนี้ดูนะคะ

1. เอาใจเขามาใส่ใจเรา:
ยึดผู้ฟังเป็นศูนย์กลาง พิจารณาว่าผู้ฟังของท่านคือใคร พื้นฐานความรู้ ประสบการณ์เป็นอย่างไร มีความต้องการ สนใจอะไร เพื่อให้ท่านสามารถใช้ภาษา คำพูดได้อย่างสอดคล้องกับผู้ฟัง ทำให้พวกเขาเข้าใจได้ง่าย

2. กระชับ:
สมองส่วนการคิดของเรามีขนาดเล็ก การทำงานแต่ละครั้งต้องใช้พลังงานมหาศาล สมองจึงทำงานได้ทีละเรื่อง การใช้คำพูดจึงต้องกระชับ และเฉพาะเจาะจง ตัดถ้อยคำหรือการพรรณนาแบบฟุ่มเฟือยทิ้งไป ใช้หลักการ Less is More พูดน้อยแต่ได้มาก

3. ปรับวิธีคิด:
ท่านจะพูดอย่างกระชับได้ ความคิดของท่านต้องกระชับด้วย จัดระบบความคิดของท่านก่อนพูด โดยอาจใช้เครื่องมือ เช่น Mind Map การเขียนเป็นภาพ หรือไดอะแกรม หากสมองหรือความคิดของท่านเป็นระบบ ไม่เต็มไปด้วยความคิดมากมาย ท่านย่อมสามารถสื่อสารออกมาได้อย่างกระชับ และเข้าใจง่าย

4. กำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน: การสื่อสารทางธุรกิจทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะพูดกับลูกน้อง เจ้านาย ผู้ร่วมงาน ลูกค้า ควรมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่าท่านต้องการบรรลุอะไรอันเป็นผลจากการพูดครั้งนี้ เช่น พูดเพื่อสร้างความเข้าใจ พูดเพื่อให้คิดต่อ พูดเพื่อให้สนับสนุน

5. ระบุประเด็นที่ต้องการสื่อสารให้ชัดเจน:
การพูดทุกครั้งต้องมีประเด็น การพูด 1 ครั้ง ไม่ควรมีเกิน 3 ประเด็น เพื่อไม่ให้ผู้ฟังสับสน เพราะสมองส่วนการคิด การจำมีข้อจำกัดในการทำงาน การพูดให้ผู้ฟังจดจำและประทับใจ ผู้พูดต้องสื่อสารประเด็นอย่างกระชับ ชัดเจน สอดคล้องกับผู้ฟัง

6. ยกตัวอย่าง:
ใช้การยกตัวอย่างเพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ง่าย และชัดเจน ตัวอย่างนั้นควรสอดคล้องกับผู้ฟัง หรือเป็นเรื่องที่ผู้ฟังสามารถเข้าถึงได้ง่าย

7. ใช้คำล่าว คำคม:
เช่น รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง คำกล่าวนี้ผู้บริหารมักนำมาใช้ในการวางแผนกลยุทธ์ขององค์กร

8. การเปรียบเทียบ อุปมาอุปไมย:
เช่น การฝึกทักษะใหม่ก็เหมือนกับการหัดขับรถ ความไว้วางใจคือน้ำมันหล่อลื่นกระบวนการโค้ชให้ประสบความสำเร็จ

9. ใช้ภาพช่วยอธิบาย:
ภาพ 1 ภาพ แทนถ้อยคำเป็น 1,000 คำ นักสื่อสาร และนักนำเสนอที่มีความสามารถจะเลือกใช้ภาพอธิบาย และใช้ถ้อยคำเพียงเล็กน้อย เช่น ใช้ภาพนกตาย แทนการอธิบายปัญหาเรื่องการทำลายสิ่งแวดล้อม

ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแนวทางข้างต้นจะเป็นประโยชน์ ในการพัฒนาการพูดของท่าน ท่านสามารถนำแนวทางข้างต้นนี้มาใช้ในการสื่อสารด้วยการเขียนได้เช่นกัน หากมีคำถามหรือต้องการขอรับคำปรึกษาใดๆ ติดต่อมาได้ที่ sirirat@bewinning.biz นะคะ

โค้ชด้วยการตั้งคำถามแล้วลูกน้องไม่ตอบทำอย่างไร ตอนที่ 1? โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

คำถามนี้เป็นคำถามที่ผู้เขียนได้รับอยู่บ่อยครั้งในระหว่างการฝึกอบรมโปรแกรม ‘การโค้ชเพื่อพัฒนาผลการปฏิบัติงาน’ (Performance Coaching) ผู้เขียนมักสังเกตเห็นสายตาของผู้เข้าอบรมที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำทักษะการโค้ชไปใช้ในชีวิตจริง แต่มีความกังวลใจเกี่ยวกับพฤติกรรมท้าทายของลูกน้องหรือโค้ชชี่ระหว่างการโค้ช เช่น กรณีลูกน้องดื้อเงียบ ไม่ตอบคำถาม จะทำอย่างไร ผู้เขียนคิดว่า ก่อนจะตอบคำถามว่าทำอย่างไร เราควรทำความเข้าใจก่อนว่าอะไรเป็นสาเหตุที่อาจทำให้ลูกน้องเกิดพฤติกรรมเช่นนี้
บีสอน1
การแจ้ง Agenda ไม่ชัดเจน
ผู้บังคับบัญชาหรือโค้ชไม่ได้แจ้งหัวข้อและวัตถุประสงค์การสนทนาที่ชัดเจน ลูกน้องไม่เข้าใจหรือไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกโค้ช บางครั้งรู้ แต่ไม่เข้าใจว่าการโค้ชคืออะไร ทำให้ไม่เห็นประโยชน์ เกิดความระแวงสงสัย ไม่ไว้ใจ ไม่มั่นใจในการสนทนา จึงไม่กล้าตอบ กลัวตอบแล้วจะมีผลกระทบเชิงลบกับตนในภายหลัง

การขาดความไว้วางใจในตัวโค้ช
ลูกน้องอาจเข้าใจเรื่องการโค้ช แต่ไม่เชื่อใจผู้บังคับบัญชาตนเอง คิดว่ามีเป้าหมายอื่นแอบแฝงอยู่ เพราะผู้บังคับบัญชาไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อน หรือมีความไม่มั่นใจ ไม่ไว้วางใจในตัวผู้บังคับบัญชามาตั้งแต่ต้น เช่น อาจเคยมีประเด็นขัดแย้งกันมาก่อน บารมีผู้บังคับบัญชาไม่มากพอ ไม่เป็นแม่แบบที่ดี เมื่อจะทำการโค้ช ลูกน้องจึงไม่เชื่อใจ

โค้ชขาดทักษะการโค้ช
ผู้บังคับบัญชาบางท่านโค้ชลูกน้องโดยตั้งคำถามในลักษณะเหมือน ‘การสอบสวน’ ทำให้ลูกน้องรู้สึกเหมือนถูกจับผิด ถูกคุกคาม ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะตอบคำถาม จึงเลี่ยงที่จะตอบ หรือขอให้ผู้บังคับบัญชาบอกมาเลยว่าต้องการให้ตนทำอะไร ผู้บังคับบัญชาบางท่านขาดทักษะการฟังอย่างลึกซึ้ง ทำให้ไม่สามารถเข้าใจลูกน้องอย่างแท้จริง และอาจด่วนสรุป หรือตัดสินลูกน้องเร็วเกินไป ทำให้ลูกน้องขาดความไว้วางใจ และทำให้การโค้ชประสบความล้มเหลว

ลูกน้องตอบไม่ได้จริงๆ
บทบาทที่สำคัญของโค้ชคือ การตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นให้โค้ชชี่คิด และขยายขอบเขตความคิดนั้น โค้ชที่ตั้งคำถามได้ดี แม้ว่าจะเป็นคำถามที่ท้าทายสำหรับโค้ชชี่ แต่ภายใต้บรรยากาศแห่งความไว้วางใจ ส่วนใหญ่ โค้ชชี่จะค่อยๆกลั่นคำตอบออกมาจากหัวใจและสมองได้ แต่ก็อาจเป็นไปได้ที่ลูกน้องหรือโค้ชชี่จะคิดไม่ออกจริงๆ ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ แต่ไม่บ่อยนัก หากเกิดขึ้นบ่อยแสดงว่าปัญหาอาจอยู่ที่คำถามที่โค้ชใช้

นิสัย / ประสบการณ์ของลูกน้อง
ลูกน้องบางคนอาจมีทัศนคติที่ไม่ดีกับผู้บังคับบัญชา ไม่เชื่อใจผู้บังคับบัญชา จึงแสดงพฤติกรรม ‘ดื้อเงียบ’ ถามก็ไม่ตอบ บางกรณีอาจเป็นผลมาจากลูกน้องไม่คุ้นชินกับการได้รับโอกาสให้แสดงความคิดเห็น เช่น เคยทำงานอยู่ในองค์กรที่ผู้บังคับบัญชาในอดีตใช้วิธี ‘สั่งการ’ อยู่ตลอดเวลา ทำให้เมื่อมาทำงานกับผู้บังคับบัญชาคนใหม่ที่ใช้ทักษะการโค้ชด้วยการตั้งคำถามเป็นแนวทางในการบริหารงาน ก็รู้สึกไม่คุ้นชิน

ในวันพรุ่งนี้ ผู้เขียนจะนำเสนอแนวทางการจัดการกับพฤติกรรมท้าทายของลูกน้องหรือโค้ชชี่ที่เกิดขึ้นระหว่างการโค้ช อย่าลืมติดตามตอนต่อไปนะคะ

หัวใจสำคัญของการโค้ช: ทักษะการฟังอย่างลึกซึ้ง (Profound Listening Skill) โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

การโค้ช: ข้อเท็จจริงกับการตีความ โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

คำคม คนโค้ช ตอนที่ 1 โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

การปล่อยวางของโค้ช โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

ทำไมโค้ชจึงต้องปล่อยวางคะ?
และปล่อยวางอะไร?

คำตอบคือ ทุกสิ่งทุกอย่างเลยค่ะ หลายท่านอาจบอกว่า จะปล่อยวางได้อย่างไรกัน ความรู้ ประสบการณ์ฉันมีมากมายที่จะมอบให้แก่โค้ชชี่

แต่การโค้ชไม่ใช่การสอน ไม่ใช่การให้คำแนะนำนะคะ การโค้ชคือ การอำนวยการ (Facilitate) และกระตุ้น (Encourage) ให้โค้ชชี่คิดด้วยตนเอง ผ่านการสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ การตั้งคำถาม การฟัง และการเงียบของโค้ช ทำไมโค้ชชี่ต้องเป็นคนคิดเองคะ? เพราะถ้าโค้ชให้คำแนะนำ โค้ชชี่ก็จะต้องพึ่งพิงโค้ชตลอดไป เติบโตด้วยตนเองไม่ได้ เพราะไม่เกิดความเข้าใจ และเรียนรู้จากภายในตนเอง (Self-Directive Learning)

งานวิจัยทางด้านสมองทำให้เรียนรู้ว่า สมองมนุษย์แตกต่างกันตั้งแต่โดยกำเนิด และเป็นผลจากการเลี้ยงดู ประสบการณ์ เงื่อนไขชีวิต โค้ชกับโค้ชชี่จึงมีแผนที่สมองหรือ การรับรู้ (Perception) แตกต่างกัน การนำประสบการณ์ของโค้ชชี่ไปให้คำแนะนำ หรือแม้แต่ถามนำโค้ชชี่ ย่อมไม่ช่วยให้โค้ชชี่เกิดการตื่นรู้อย่างแท้จริงภายในตนเอง ความเข้าใจ และการเรียนรู้ของโค้ชชี่จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง เมื่อโค้ชชี่ได้ใช้สมองในการคิด และเชื่อมโยงสิ่งต่างๆเข้าด้วยกันด้วยตนเอง

โค้ชจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปล่อยวางประสบการณ์ ความรู้ เช่น ผู้เขียนชำนาญด้าน Presentation มาก เป็นวิทยากรฝึกอบรมมาแล้วหลายกลุ่ม แต่เมื่อต้องรับบทบาทโค้ชด้านการ Presentation ให้โค้ชชี่ ผู้เขียนจะต้องวางความรู้ทั้งหมด และมุ่งไปที่กระบวนการคิดของโค้ชชี่เป็นหลัก ประเด็นคือ การส่งเสริมให้สมองของโค้ชชี่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โค้ชจึงต้องวางแม้กระทั่งตัวตนหรืออัตตาทั้งหลาย เพื่อให้ไม่นำประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจ ความสำเร็จของตนเองไปครอบงำโค้ชชี่ ทั้งที่ตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตาม เพื่อให้ตนเองกลายเป็นกระจกใสที่สะท้อนภาพของโค้ชชี่อย่างแท้จริง ไม่ใช่ภาพของโค้ชชี่ที่มีเงาของโค้ชซ้อนทับอยู่

‘การโค้ชคือ การดึงศักยภาพของโค้ชชี่ออกมา ไม่ใช่การใส่คำแนะนำของโค้ชเข้าไปค่ะ’

การโค้ชด้วย ‘ความเงียบ’ โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ, Results Certified Coach, NeuroLeadership Group

คนส่วนใหญ่เวลาพูดถึงการโค้ช จะคิดถึงการตั้งคำถาม การฟัง หรือบางท่านคิดว่า การให้คำแนะนำคือการโค้ช ทำให้เกิดประเด็นที่โต้เถียงกันอย่างมากมายในตอนนี้ จนดูเหมือนว่าจะหาจุดสิ้นสุดไม่ได้ แต่วันนี้ ผู้เขียนขอไม่พูดเรื่องเหล่านี้สักวันนะคะ ขอพูดเรื่องการโค้ชด้วย ‘ความเงียบ’ แทนค่ะ

ความเงียบเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างมากในกระบวนการโค้ช และเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าดั่งทองคำทีเดียว ค่ะ ในการโค้ชผลการปฏิบัติงาน การโค้ชผู้นำ การโค้ชธุรกิจ หรือการโค้ชชีวิตก็ตาม เมื่อโค้ชตั้งคำถามต่อโค้ชชี่ สิ่งที่โค้ชต้องทำต่อไปคือ ‘เงียบสนิท’ เพราะเป็นช่วงเวลาที่โค้ชชี่จะได้ใช้ความคิด โดยโค้ชไม่ไปเร่งรัด แม้เมื่อโค้ชชี่ตอบคำถามจบแล้ว โค้ชก็ควรเงียบต่อไปอีกสัก 2-3 วินาที เพื่อให้แน่ใจว่าโค้ชชี่ไม่มีอะไรจะพูดต่อ ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไปสำหรับโค้ชชี่ในการดึงทุกสิ่งที่อยู่ในสมองออกมาได้ทันทีเพื่อตอบคำถามโค้ช บางคำถามที่มีพลังมาก โค้ชชี่ยิ่งต้องใช้ความคิดมาก โค้ชชี่จำเป็นต้องค่อยๆกลั่นกรอง และสังเคราะห์ข้อมูลออกมาผ่านทางคำพูด สมองในส่วนความคิด และการตัดสินใจ (Prefrontal Cortex) ต้องใช้พลังงานมากค่ะ โค้ชจึงควรใช้ความเงียบเป็นเครื่องมือในการโค้ชเพื่อกระตุ้นให้โค้ชชี่คิด โค้ชบางท่านอาจจำเป็นต้องฝึกฝนตนเองให้คุ้นเคยกับความเงียบอย่างแท้จริง เรียนรู้ที่จะเงียบในจังหวะ ระยะเวลา และกาละเทศะที่เหมาะสม เพื่อให้โค้ชชี่ใช้ช่วงเวลาแห่งความเงียบของโค้ชในการทำความเข้าใจ เกิดการตื่นรู้ภายใน เรียนรู้ เติบโตและแสวงหาทางออกต่างๆได้อย่างมีประสิทธิผล ขณะเดียวกัน โค้ชก็จะได้รับข้อมูลอันทรงคุณค่าจากโค้ชชี่ เพื่อนำมาใช้ต่อยอดในการสื่อสารในการโค้ชได้อย่างสอดคล้อง และสร้างความสัมพันธ์ รวมถึงความไว้วางใจ อันนำมาสู่ผลลัพธ์สูงสุดที่โค้ชชี่สมควรจะได้รับจากโค้ชที่มีคุณภาพค่ะ