Category Archives: Communication

News Release: บี วินนิ่ง ร่วมชิงแชร์ตลาดโค้ชชิ่ง (ข่าวจากเวปไซด์ Thai PR.Net)

บี วินนิ่งฯ ร่วมชิงแชร์ตลาดโค้ชชิ่ง ชูจุดเด่นด้านความน่าเชื่อถือ การันตีโดยสหพันธ์โค้ชนานาชาติ มุ่งสร้างวัฒนธรรมการโค้ชในองค์กร

บี วินนิ่ง เทรนด์ แอนด์ โค้ช ชูประสบการณ์ด้านการพัฒนาผู้นำ ร่วมชิงแชร์ตลาดโค้ชชิ่ง (Coaching) ด้วยผลงานโดดเด่นด้านการโค้ชผู้บริหารและพนักงานดาวเด่นที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงจากลูกค้า ทั้งในรูปแบบการโค้ชตัวต่อตัว (One-on-One Coaching) และการโค้ชกลุ่ม (Group Coaching) ผ่านการการันตีคุณภาพจากสหพันธ์โค้ชนานาชาติ (International Coach Federation) และ NeuroLeadership Group

ศิริรัตน์ ศิริวรรณ หรือ โค้ชบี กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี วินนิ่ง เทรน แอนด์ โค้ช จำกัด โค้ชผู้บริหารที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์โค้ชนานาชาติ (Associate Certified Coach) ผู้เขียนหนังสือ ‘การโค้ชเพื่อพัฒนาผลการปฏิบัติงานที่ยอดเยี่ยม’ และ‘ทักษะการโค้ชเชิงรุกสำหรับผู้นำ’ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน องค์กรธุรกิจเริ่มให้ความสำคัญกับการใช้การโค้ช เป็นเครื่องมือในการพัฒนาบุคลากรในระดับต่างๆมากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่เน้นการโค้ชผู้บริหารระดับสูง (Executive Coaching) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา การโค้ชได้รับการยอมรับว่าเป็นเครื่องมือในการพัฒนาบุคลากรที่สร้างผลกระทบอย่างทรงพลังต่อการขับเคลื่อนธุรกิจขององค์กร สำหรับบี  วินนิ่ง เรามีประสบการณ์ในการพัฒนาผู้นำโดยการนำการโค้ช มาใช้เป็นเครื่องมืออย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปี ผ่านการฝึกอบรมแนวโค้ชกลุ่ม (Group Coaching Training) การโค้ชตัวต่อตัว และการโค้ชกลุ่ม ซึ่งผลงานของเราได้รับการยอมรับอย่างสูงจากองค์กรลูกค้าและผู้รับการโค้ช

“ ทิศทางของบริษัท บี วินนิ่งฯ นับจากนี้ เราไม่ได้มุ่งเน้นการเป็นผู้ให้บริการเพื่อฝึกอบรมหรือโค้ชผู้บริหารเป็นกรณีๆเท่านั้น แต่เรามุ่งให้คำปรึกษาและให้บริการแก่ลูกค้าเพื่อสร้างวัฒนธรรมการโค้ชให้เกิดขึ้นภายในองค์กรควบคู่กันไป เพื่อให้องค์กรสามารถนำการโค้ชมาใช้เป็นเครื่องมือการพัฒนาองค์กรอย่างเป็นระบบ ครอบคลุม และสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เป็นรูปธรรม โดยเราได้ผนึกกำลังกับพันธมิตรของเราซึ่งมีความชำนาญด้านการพัฒนาองค์กรและการโค้ช เพื่อให้บริการลูกค้าได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ และตอบสนองต่อเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของลูกค้าโดยแท้จริง ” ศิริรัตน์ กล่าว

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ในการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผู้นำและการโค้ช ศิริรัตน์ ศิริวรรณ ได้ผ่านการฝึกอบรมผู้บริหารให้เป็นโค้ชมาแล้วมากกว่า 3,000 คน และยังเป็นโค้ชผู้บริหารและพนักงานดาวเด่นให้องค์กรหลายแห่ง ศิริรัตน์ ศิริวรรณ หรือ โค้ชบี ยังได้นำประสบการณ์ด้านการฝึกอบรมและการโค้ชมาถ่ายทอดผ่านงานเขียนหนังสือ อาทิ หนังสือการโค้ชเพื่อพัฒนาผลการปฏิบัติงานที่ยอดเยี่ยม ทักษะการโค้ชเชิงรุกสำหรับผู้นำ (E-Book) พรีเซนต์อย่างโปร และปลดล็อกชีวิต อีกทั้งเป็นผู้เผยแพร่องค์ความรู้ด้านการโค้ชให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายผ่านบทความต่างๆ

Bee at Siam Paragon2-2Bee at Siam Paragon1-1

Advertisements

The Art of Giving Advice in Coaching by Sirirat Siriwan

Many people asked me whether they can give some advice while conducting coaching conversation. My answer for them is ‘of course,you can’. However, before talking about giving coachee advice, the reminding of the key purpose of coaching is essential.

There are many ways to develop people; training, mentoring, and teaching, but why we decide to use coaching. The reason is coaching is a process and communication to develop people thinking, so that they can become able to unleash their potentials and find the ways to overcome challenging situations and meet set goal by themselves.

Since the purpose of coaching is unleashing coachee’s potentials. It will not be reasonable if a coach becomes the person who provide all answers or solutions for coachee’s situation. As a business coach, I basically ask powerful questions to encourage coachee to think by themselves to understand their current reality, define clear goal, and develop actions to achieve such goal. Under trusting coaching atmosphere, I will also use active listening and clarifying skills to deeply understand what coachee is saying and not saying. Through using of these three skills, I will be a crystal mirror to reflect realities that help coachee to move forward to the right direction that really fit their circumstance.

However, in some coaching situations, giving advice is also valuable and necessary for coachee development. I normally decide to provide advice for my coachee in following situations:-

  • Coachee asks for advice or recommendation.
  • During conducting Group Coaching which there are many people in the group.
  • Coachee is facing with urgent situation or crisis that need to be handled right away and coachee doesn’t have time for coaching. I may need to give advice first and after the situation has been resolved, I will coach the coachee by questions.
  • Having advice is really necessary for creating coachee self-awareness, and significant growing.
  • Coachee is really unable to come up with his/her answer or solution to handle the situation.

Although providing advice is allowed to be done, a coach should not make it too easy for coachee. Instead of giving straight advice, a coach should provide artistic advice as follows:-

  • Use story telling such as history, fable, and legend.
  • Giving example.
  • Share story of coach or other people.
  • Story from watching assigned movie or reading book.

After giving artistic advice, a coach will ask coachee questions of their learning of story or example, how this story relates to their facing situation and what parts of the story can be applied for handling the situation.

To assure coachee get the best from coaching, a coach can apply different methods for coaching. A coach just needs to make sure that the chosen methods will support main purposes of coaching in developing coachee thinking and unleashing their potentials.

พลังของการตั้งคำถามว่า “มีอะไรอีกไหม?” ในการโค้ช โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

คำถามว่า “มีอะไรอีกไหม?” ฟังดูเหมือนเป็นคำถามธรรมดาๆใช่ไหมคะ? แต่หารู้ไหม คำถามนี้เป็นคำถามสำคัญที่ทำให้โค้ชชี่ปลดปล่อยศักยภาพของตนเองอย่างเต็มกำลัง เพราะท่านผู้อ่านคงทราบกันแล้วว่าในกระบวนการสนทนาการโค้ช โค้ชจะตั้งคำถามกระตุ้นให้โค้ชชี่คิดค้นทางเลือก (Option) และวิธีดำเนินการต่างๆ (Action) ด้วยตนเอง เช่น โค้ชตั้งคำถามว่า “คุณคิดว่ามีทางเลือกอะไรบ้างในการกระตุ้นให้การประชุมมีบรรยากาศฮีกเหิมอย่างที่คุณต้องการ” โค้ชชี่จะเป็นผู้คิดหาคำตอบเกี่ยวกับทางเลือกที่เป็นไปได้ต่างๆ โดยยังไม่ต้องลงรายละเอียดของแต่ละทางเลือกนั้น ประเด็นสำคัญคือ โค้ชต้องไม่หยุด หรือพอใจอะไรง่ายๆ เมื่อโค้ชชี่คิดทางเลือกได้ 1 ทางเลือกแล้ว โค้ชต้องชม และกระตุ้นด้วยการตั้งคำถามต่อไปเรื่อยๆว่า “มีอะไรอีกไหม?” ถามไปเรื่อยๆจนโค้ชชี่คิดไม่ออกแล้ว จึงค่อยหยุด

Idea

อย่าลืมว่าการโค้ชมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาวิธีคิดของโค้ชชี่ และช่วยให้โค้ชชี่ดึงสิ่งที่ดีที่สุดจากตนเองออกมา โค้ชที่มีคุณภาพจะใช้ปัญญาญาณ (Intuition) นำทางว่า เขาควรขยาย (Stretch)ความคิดของโค้ชชี่ไปถึงจุดใด สำหรับโค้ชแล้วมันคือความรู้สึกว่ายังมีบางอย่างดีๆที่โค้ชชี่สามารถดึงออกมาจากตนเองได้อีก

เมื่อโค้ชเชื่อมั่นในศักยภาพของโค้ชชี่และบรรยากาศการสนทนาเต็มไปด้วยความไว้วางใจ หลังจากตระหนักรู้ความจริง เล็งเห็นภาพเป้าหมายที่ตนต้องการบรรลุ โค้ชชี่มีแนวโน้มที่จะตื่นตัว และกระตือรือร้นในการคิดค้นทางเลือกต่างๆอยู่แล้ว คุณประโยชน์ที่โค้ชชี่จะได้รับคือการได้ค้นพบทางเลือกที่เป็นไปได้หลายๆทาง และมีโอกาสเลือกทางเลือกที่สอดคล้องกับความเป็นจริงในสภาพการณ์ของตนมากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ตามมาคือ โค้ชชี่ได้ค้นพบว่าตนเองมีความสามารถแสวงหาคำตอบหรือทางออกที่จะนำมาจัดการกับสถานการณ์ของตนได้ หลายคนค้นพบว่า ตนเองมีความคิดสร้างสรรค์ไม่น้อยเลย จากเดิมที่ไม่เคยตระหนักถึงความสามารถด้านนี้ของตนเองมาก่อน ที่สำคัญที่สุดคือ การเติบโตทางความคิดและอารมณ์ของโค้ชชี่ โค้ชชี่จะรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง และมีความเคารพตนเองมากขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้น โค้ชต้องไม่ลืมชมและให้กำลังใจโค้ชชี่เป็นระยะ เพราะเขาต้องใช้สมองไม่น้อยเลย และสะท้อนจุดแข็งให้เขารับรู้ด้วย เขาจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง ภาคภูมิใจ และเชื่อมั่นในตนเองเพิ่มขึ้น

เรียนรู้ Coaching ผ่านทางมือถือ โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

การโค้ชยังคงเป็นกระแสที่มาแรงอย่างสม่ำเสมอ ผู้เขียนในฐานะโค้ชและวิทยากรด้านการโค้ชจึงต้องแสวงหาและพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ให้แก่ผู้เข้าอบรม เพราะลำพังการฝึกอบรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องยอมรับว่า ต่อให้ผู้เข้าอบรมประทับใจและเล็งเห็นคุณค่าของเนื้อหาและทักษะที่ได้รับในการฝึกอบรมมากเพียงใด แต่การนำไปใช้อย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นนิสัยนั้นเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง เพราะมนุษย์มีอุปนิสัย ความเป็นตัวต้นดั้งเดิมที่บ่มเพาะมาเป็นเวลายาวนาน การสร้างนิสัยใหม่ ผู้เข้าอบรมต้องให้ความใส่ใจ และมุ่งมั่นในการนำไปปฏิบัติอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ ในการฝึกอบรม ผู้เขียนจึงแนะนำให้ลูกค้าทำ Group Coaching ให้แก่ผู้เข้าอบรม ภายหลังเสร็จสิ้นการฝึกอบรม Coaching โดยแบ่งผู้เข้าอบรมออกเป็นกลุ่มย่อย และโค้ชต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะนำทักษะไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างมีประสิทธิผล นอกจากนั้น ผู้เขียนยังมอบเครื่องมือคือ Coaching E-Book ซึ่งผู้เข้าอบรมสามารถทบทวนเนื้อหาการโค้ชที่ได้เรียนรู้ไปผ่านทางมือถือ ซึ่งผู้เข้าอบรมจะได้รับฟังเสียงของผู้เขียนบรรยายสรุปทุกหน้า (MP3) และสามารถฟังได้ในทุกๆที่ที่ต้องการ

การเรียนรู้ที่แท้จริงคือ การนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ ผู้เขียนจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า Coaching E-Book เล่มนี้ของผู้เขียนจะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง อันนำมาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

ผลงานหนังสือของผู้เขียน

หนังสือเล่ม: การโค้ชเพื่อพัฒนาผลการปฏิบัติงานที่ยอดเยี่ยม

หนังสือการโค้ชเพื่อพัฒนาผลการปฏิบัติงานที่ียอดเยี่ยม

E-Book: ทักษะการโค้ชเชิงรุกสำหรับผู้นำ

Cover-Proactive Coaching Skills

ผู้นำ: ยิ่งแบ่งแยก ยิ่งยุ่งหรือเปล่า โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารซึ่งเป็นผู้เข้ารับการอบรม และโค้ชชี่หลายท่าน ซึ่งกำลังเผชิญความท้าทายในการบริหารลูกน้อง Generation แตกต่างกัน สำหรับผู้เขียนแล้ว การแบ่งแยกคนออกเป็น Gen ต่างๆ ทำให้ชีวิตมนุษย์เรายุ่งยากโดยไม่จำเป็น หลักการง่ายๆที่ผู้เขียนนำมาใช้ในการนำ บริหาร ฝึกอบรม และโค้ชบุคคลที่มีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างเรื่องอายุ คุณวุฒิ ประสบการณ์ คุณสมบัติ รวมถึงค่านิยม คือ การทำตนเป็น ‘น้ำ’ ค่ะ น้ำคือ ตัวแทนของความลื่นไหล ยืดหยุ่น ปรับตนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และสภาพแวดล้อม

ลองสังเกตดูนะคะ เมื่อเราเทน้ำลงในแก้ว น้ำย่อมกลายเป็นแก้ว แต่เมื่อเทลงในขวด มันก็กลายเป็นขวด แต่ความเป็น ‘น้ำ’ ไม่ได้หายไป มันยังคงเป็น ‘น้ำ’ เหมือนเดิม เพียงแต่มันปรับตัวไปตามภาชนะที่รองรับมัน

น้ำจะสามารถปรับตัวไปตามภาชนะได้ดีเพียงใดขึ้นอยู่กับธรรมชาติดั้งเดิมของมัน ธรรมชาติของน้ำมีทั้งความแข็งแกร่งและอ่อนโยนในเวลาเดียวกัน ทุกท่านคงจำเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาได้ว่าบอานุภาพการทำลายล้างของน้ำสูงเพียงใด ภายใต้ความอ่อนโยน นุ่มนวล มันคือความแข็งแกร่ง ความนุ่มนวลหมายถึง การมีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับบุคคลและสถานการณ์ต่างๆ สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆอย่างเหมาะสม รู้วิธีการสื่อสารกับคนแต่ละคนซึ่งมีค่านิยม กรอบความคิด และความต้องการแตกต่างกัน แม้ว่าผู้นำหรือโค้ชจะปรับตนได้อย่างลื่นไหลในสถานการณ์ต่างๆ แต่ผู้นำหรือโค้ชเหล่านั้นยังคงมีความแข็งแกร่งในตัว คือสามารถยึดหลักการหรือแนวทางปฏิบัติที่ถูกที่ควรไว้ได้ เพียงแต่พวกเขารู้วิธีนำเสนอ หรือแสดงออกอย่างมีศิลปะ พวกเขาจะรู้ว่าเมื่อใดควรแข็ง เมื่อใดควรอ่อน เมื่อใดควรหยิบองค์ความรู้ หรือเครื่องมือใดมาใช้กับใคร จะเลือกใช้คนอย่างไรในสถานการณ์ต่างๆ และรู้ว่าจะปฏิบัติตนอย่างไรเพื่อให้ผู้อื่นให้ความร่วมมือ หรืออุทิศตัวในการทำงานให้เขาด้วยความยินดีเต็มใจ ร่วมแรงร่วมใจ จนบรรลุเป้าหมายที่ต้องการไปให้ถึง

water art  color reflection

ผู้นำ ผู้บริหาร หรือโค้ชจึงควรทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ในการพัฒนาตนเอง เสริมสร้างคุณสมบัติความเป็นผู้นำที่แท้จริง ผู้นำที่แท้จริงคือผู้ที่มีทั้งความแข็งแกร่งและอ่อนโยนผสมผสานอยู่ในตัวคนๆเดียวกันอย่างสมดุล และสามารถนำคุณสมบัติแต่ละด้านมาใช้อย่างสอดคล้องกับสถานการณ์ และบุคคลที่ต้องทำงานด้วยไม่ว่าจะเป็นหัวหน้า ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน หรือลูกค้า เมื่อต้องเผชิญกับบุคคลต่างๆ สิ่งสำคัญคือ อ่านคนให้ออก วางกรอบความคิดหรืออัตตาของตนเองลงเพื่อให้เห็นผู้อื่นได้อย่างชัดเจนและจัดการให้เหมาะสม

ดังนั้น แทนที่จะใช้เวลาในการแบ่งแยกคน แต่ให้ใช้เวลาในการเข้าใจคน และจัดการที่ตนเองก่อน เป็นผู้นำแบบ Inside-Out นะคะ ไม่ใช่ Outside-in เป็นน้ำที่ใสบริสุทธิ์ จนมองเห็นทุกอย่างได้กระจ่างชัด เห็นความเป็นตัวตนของผู้อื่น รับรู้ (Acknowledge) แต่ไม่ตัดสิน และตอบสนองอย่างสอดคล้อง การจะได้ใจคนนั้น ต้องเข้าใจ เข้าถึงคนก่อนนะคะ และผลลัพธ์คงหนีไม่พ้นความสำเร็จที่จะตามมาค่ะ

 

 

สื่อสารแบบผู้นำ: พูดเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายทำอย่างไร โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

การสื่อสารเป็นทักษะที่มีความสำคัญอย่างสูงสำหรับผู้นำ ผู้นำที่ประสบความสำเร็จมักเป็นนักสื่อสารชั้นยอด ยกตัวอย่างเช่น สตีฟ จ็อปส์ เขามักพูดเรื่องยากๆ หรือเรื่องทางเทคนิคให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย และเข้าถึงจิตใจผู้ฟังอยู่เสมอ

การพูดเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ‘ไม่ใช่เรื่องยาก’ เริ่มต้นที่ท่านปรับวิธีคิดและมุมมองเพียงเล็กน้อย และฝึกฝนทักษะการใช้ภาษาเพิ่มเติม ลองดำเนินการดังต่อไปนี้ดูนะคะ

1. เอาใจเขามาใส่ใจเรา:
ยึดผู้ฟังเป็นศูนย์กลาง พิจารณาว่าผู้ฟังของท่านคือใคร พื้นฐานความรู้ ประสบการณ์เป็นอย่างไร มีความต้องการ สนใจอะไร เพื่อให้ท่านสามารถใช้ภาษา คำพูดได้อย่างสอดคล้องกับผู้ฟัง ทำให้พวกเขาเข้าใจได้ง่าย

2. กระชับ:
สมองส่วนการคิดของเรามีขนาดเล็ก การทำงานแต่ละครั้งต้องใช้พลังงานมหาศาล สมองจึงทำงานได้ทีละเรื่อง การใช้คำพูดจึงต้องกระชับ และเฉพาะเจาะจง ตัดถ้อยคำหรือการพรรณนาแบบฟุ่มเฟือยทิ้งไป ใช้หลักการ Less is More พูดน้อยแต่ได้มาก

3. ปรับวิธีคิด:
ท่านจะพูดอย่างกระชับได้ ความคิดของท่านต้องกระชับด้วย จัดระบบความคิดของท่านก่อนพูด โดยอาจใช้เครื่องมือ เช่น Mind Map การเขียนเป็นภาพ หรือไดอะแกรม หากสมองหรือความคิดของท่านเป็นระบบ ไม่เต็มไปด้วยความคิดมากมาย ท่านย่อมสามารถสื่อสารออกมาได้อย่างกระชับ และเข้าใจง่าย

4. กำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน: การสื่อสารทางธุรกิจทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะพูดกับลูกน้อง เจ้านาย ผู้ร่วมงาน ลูกค้า ควรมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่าท่านต้องการบรรลุอะไรอันเป็นผลจากการพูดครั้งนี้ เช่น พูดเพื่อสร้างความเข้าใจ พูดเพื่อให้คิดต่อ พูดเพื่อให้สนับสนุน

5. ระบุประเด็นที่ต้องการสื่อสารให้ชัดเจน:
การพูดทุกครั้งต้องมีประเด็น การพูด 1 ครั้ง ไม่ควรมีเกิน 3 ประเด็น เพื่อไม่ให้ผู้ฟังสับสน เพราะสมองส่วนการคิด การจำมีข้อจำกัดในการทำงาน การพูดให้ผู้ฟังจดจำและประทับใจ ผู้พูดต้องสื่อสารประเด็นอย่างกระชับ ชัดเจน สอดคล้องกับผู้ฟัง

6. ยกตัวอย่าง:
ใช้การยกตัวอย่างเพื่อให้เกิดความเข้าใจได้ง่าย และชัดเจน ตัวอย่างนั้นควรสอดคล้องกับผู้ฟัง หรือเป็นเรื่องที่ผู้ฟังสามารถเข้าถึงได้ง่าย

7. ใช้คำล่าว คำคม:
เช่น รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง คำกล่าวนี้ผู้บริหารมักนำมาใช้ในการวางแผนกลยุทธ์ขององค์กร

8. การเปรียบเทียบ อุปมาอุปไมย:
เช่น การฝึกทักษะใหม่ก็เหมือนกับการหัดขับรถ ความไว้วางใจคือน้ำมันหล่อลื่นกระบวนการโค้ชให้ประสบความสำเร็จ

9. ใช้ภาพช่วยอธิบาย:
ภาพ 1 ภาพ แทนถ้อยคำเป็น 1,000 คำ นักสื่อสาร และนักนำเสนอที่มีความสามารถจะเลือกใช้ภาพอธิบาย และใช้ถ้อยคำเพียงเล็กน้อย เช่น ใช้ภาพนกตาย แทนการอธิบายปัญหาเรื่องการทำลายสิ่งแวดล้อม

ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแนวทางข้างต้นจะเป็นประโยชน์ ในการพัฒนาการพูดของท่าน ท่านสามารถนำแนวทางข้างต้นนี้มาใช้ในการสื่อสารด้วยการเขียนได้เช่นกัน หากมีคำถามหรือต้องการขอรับคำปรึกษาใดๆ ติดต่อมาได้ที่ sirirat@bewinning.biz นะคะ

การนำเสนอด้วยหัวใจและสายตา โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

“การนำเสนอคือ การส่งผ่านอารมณ์ ความรู้สึก”
Seth Godin

ความแตกต่างระหว่างผู้นำเสนอ (Presenter) กับผู้ส่งสาร (Messenger) คือ ผู้ส่งสารส่งผ่านเนื้อหา (Content) ขณะที่ผู้นำเสนอส่งผ่านอารมณ์ ความรู้สึก

การนำเสนอที่น่าเชื่อถือ ทรงพลังเป็นผลมาจากความสามารถของผู้นำเสนอในการสื่อสารได้อย่างเข้าถึงความต้องการ และจิตใจของผู้ฟัง เพราะไม่สำคัญหรอกว่าสิ่งที่คุณนำเสนอจะดีเยี่ยมเพียงไร สิ่งสำคัญคือ สิ่งที่คุณนำเสนอคือสิ่งที่ผู้ฟังอยากได้ยินหรือไม่ สอดคล้องกับความต้องการและความสนใจหรือไม่ และคุณสามารถแสดงออกให้ผู้ฟังรับรู้ว่าคุณพูดถึงสิ่งนั้นด้วยหัวใจและความรู้สึกจริงๆ อย่าลืมว่า สิ่งที่คุณนำเสนอ ซึ่งอาจเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการ ข้อเสนอ โครงการต่างๆ ไม่สามารถพูดเองได้ เพราะมันไม่มีชีวิต มีแต่คุณเท่านั้นที่จะทำให้สิ่งเหล่านั้นมีชีวิตขึ้นมา ผ่านการนำเสนอโดยส่งผ่านอารมณ์ ความรู้สึกของคุณออกไป ทำให้ผู้ฟังเชื่อว่าคุณมีความเชื่อมั่นและรู้สึกดีต่อสิ่งที่คุณพูด ทำให้ผู้ฟังรับรู้ว่าคุณเชื่ออย่างแรงกล้าว่ามันมีประโยชน์ต่อพวกเขาเช่นกัน

จากประสบการณ์การทำงานทั้งงานขาย งานวิทยากร งานโค้ช หลายครั้งที่ผู้เขียนได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ไม่ใช่เพราะประวัติการทำงานของผู้เขียนเพียงอย่างเดียว ลูกค้าไม่ได้ใช้เหตุผลในการตัดสินใจเท่านั้น แต่ลูกค้าใช้ความรู้สึกด้วย ลูกค้ารู้สึกเชื่อมั่น ไว้วางใจในตัวผู้เขียน ลูกค้าเห็นบางอย่างในตัวผู้เขียน ‘ความจริงใจ’ ‘ความเป็นมืออาชีพ’ ‘การเตรียมตัว’ ในการนำเสนอ ผู้เขียนทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นได้ว่า ผู้เขียนจะสามารถทำงานแบบมืออาชีพให้แก่พวกเขา และถือเอาผลประโยชน์สูงสุดของพวกเขาเป็นศูนย์กลางในการทำงาน ลูกค้ารายหนึ่งเคยบอกกับผู้เขียนว่า ทุกครั้งที่ผู้เขียนมาพบหรือทำงานให้ มักจะทิ้งบางอย่างที่มีความหมายไว้เสมอ แต่ลูกค้าไม่สามารถระบุได้ว่าคืออะไร มันเป็นแค่ความรู้สึก…

เคล็ดลับความสำเร็จในการนำเสนองานของผู้เขียนคือ ‘หัวใจ’ ใช้หัวใจทำงานให้เต็มที่ตั้งแต่ขั้นตอนของการวิเคราะห์ลูกค้า/ผู้ฟัง การวางแผนการนำเสนอ และสื่อสารออกไปจากหัวใจ จากความรู้สึกที่แท้จริง แต่มีความชัดเจน กระชับ ตรงประเด็น เน้นประโยชน์ของผู้ฟัง คำพูดที่มาจากใจ การวางแผน เตรียมการอย่างเต็มกำลัง และศิลปะในการสื่อสารและใช้ภาษา ทำให้การนำเสนอทรงพลังและได้ใจผู้ฟัง

เมื่อทุกอย่างมาจากหัวใจ ความปรารถนาดี ความใส่ใจต่อลูกค้า / ผู้ฟัง สิ่งนั้นจะแสดงออกผ่านทางสายตา และภาษากาย ซึ่งรวมถึงสีหน้า ท่าทาง การยืน การเคลื่อนไหว อย่างกลมกลืน และเป็นธรรมชาติ ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ สายตาที่แสดงออกถึงความจริงใจ ความมั่นใจ ความใส่ใจ ห่วงใย ลูกค้าหรือผู้ฟังย่อมรับรู้และสัมผัสได้ แม้แต่ในยามที่เผชิญกับคำถามที่ท้าทายจากผู้ฟัง ก็ไม่รู้สึกกังวล หรือหวาดกลัวใดๆ เพราะเราได้เตรียมตัวมาอย่างเต็มที่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเรามีอัตตาน้อย เรายิ่งไม่มีความโกรธ หรือต้องรู้สึกเสียหน้า แต่จะสามารถรับมืออย่างผู้มีสติปัญญา

ดังนั้น สิ่งที่ผู้นำเสนอพึงระลึกไว้เสมอคือ ท่านไม่ใช่ ‘ผู้ส่งสาร’ ท่านคือ ‘ผู้ส่งผ่านอารมณ์ ความรู้สึก’ ลูกค้าหรือผู้ฟังต้องการสัมผัสความเป็นมนุษย์ในตัวท่าน เพราะถึงแม้เนื้อหาการนำเสนอท่านจะดีและมีประโยชน์ต่อผู้ฟังมากเพียงใด แต่หากท่านไม่สามารถทำให้ผู้ฟังรู้สึกเช่นนั้นได้ย่อมไร้ประโยชน์ค่ะ

ขอตัวไปเตรียมการสอน Presentation Skills ต่อก่อนนะคะ เป็นกำลังใจให้ทุกคนในการพัฒนาตนเองเพื่อเป็นผู้นำเสนอที่ยอดเยี่ยมค่ะ

sirirat@bewinning.biz

ข้อคิดพิชิตความสำเร็จในการทำ Presentation พร้อมภาพการสัมมนา โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

ผ่านไปด้วยดีสำหรับการสัมมนาในโปรแกรม Professional Presentation Skill ให้แก่ผู้บริหารขององค์กรชั้นนำแห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 6-7 สิงหาคมที่ผ่านมา พร้อมได้รับ Feedback ที่ดีเยี่ยมจากผู้เข้าอบรมทุกท่าน บรรยากาศการฝึกอบรมเต็มไปด้วยความสนุกสนานและน่าประทับใจ วันนี้ ผู้เขียนขอนำข้อคิดดีๆเกี่ยวกับการนำเสนองานพร้อมภาพการสัมมนามาฝากค่ะ

1. จงใช้เวลาส่วนใหญ่มากกว่า 70% ในการวางแผนการนำเสนองาน

2. ให้ความสำคัญระดับสูงสุดกับ ‘การวิเคราะห์ผู้ฟัง’ ในแง่ความต้องการ ความสนใจ ความกังวลใจ รวมถึง Background ของผู้ฟัง เช่น ประสบการณ์ การศึกษา ค่านิยม

3. กำหนด ‘วัตถุประสงค์’ การนำเสนอให้ชัดเจนว่าตนต้องการบรรลุผลลัพธ์อะไร อะไรคือสิ่งที่เราต้องการให้ผู้ฟังทำอันเป็นผลจากการนำเสนอ

4. การสื่อสารให้เรียบง่าย ชัดเจน กระชับ สอดคล้องกับผู้ฟัง

5. สร้างสีสันให้ภาษา เช่น ใช้ตัวเลข สุภาษิต อุปมาอุปไมย เรื่องเล่า ยกตัวอย่าง พูดถึงผลลัพธ์ ตั้งคำถามให้คิด เป็นต้น

6. สไลด์ควรเน้นหลักความเรียบง่าย อย่าอัดตัวหนังสือหรือข้อมูลลงในสไลด์ พยายามใช้ภาพแทน เพราะภาพ 1 ภาพ แทนถ้อยคำเป็น 1,000 คำ

7. เตรียมตัวให้แน่น 1000% มั่นใจ 100% แต่อัตตาต้อง 0%

8. หากท่านรู้สึกดีกับตนเอง ผู้ฟัง และสิ่งที่พูด ท่านเชื่อในสิ่งที่พูด การนำเสนอของท่านจะสามารถสร้างความมั่นใจ และเป็นธรรมชาติ เรื่องเทคนิคหรือลีลาไม่ใช่เรื่องยากที่จะฝึก สิ่งสำคัญอยู่ที่ความรู้สึกภายในจิตใจของท่าน และการเตรียมตัว

9. ในการนำเสนอ จงทำจิตว่าง ปล่อยวางความกังวลทุกสิ่ง และอยู่กับผู้ฟัง 100%

หวังว่าข้อคิดเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านค่ะ
Bee Pic 1
Bee Pic2-วาดภาพBee Pic 3Bee Pic 5Bee Pic 6Bee Pic 7Bee Pic 8Bee Pic 9
ภาพหมู่

‘พูดเก่ง’ ไม่สำคัญ สำคัญที่ต้อง ‘พูดเป็น’ ตอนที่ 2: รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

‘พูดเก่ง’ ไม่สำคัญ สำคัญที่ต้อง ‘พูดเป็น’ โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ