การโค้ชโดยใช้ปัญญาญาณ (Intuition Coaching) โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

การทำงานของจิตใจมนุษย์นั้นน่าอัศจรรย์ยิ่ง แต่มนุษย์น้อยคนนักที่จะเข้าใจและเห็นคุณค่าของการใช้จิตทำงาน โดยทั่วไปแล้ว มนุษย์มักตัดสินใจและลงมือทำสิ่งต่างๆโดยใช้ความคิด ซึ่งมีพื้นฐานมาจากความรู้ ความคิดเห็น และการตีความส่วนบุคคล ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นตัวตนหรืออัตตาที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน

โค้ชก็เช่นกัน โค้ชแต่ละคนมีพื้นฐานความรู้ ประสบการณ์ ความเชื่อ ค่านิยมแตกต่างกัน สิ่งเหล่านี้หลอมรวมเป็น ‘กรอบความคิด’ (Paradigm) หรือ ‘วิธีที่แต่ละคนมองโลก'(The way we see the world) เมื่อโค้ชรับฟังปัญหาของโค้ชชี่ โค้ชย่อมใช้กรอบความคิดส่วนบุคคลในการตีความสิ่งที่ตนได้ยิน และรัับรู้บนพื้นฐานกรอบความคิดของตนเอง ซึ่งอาจไม่ใช่ความเป็นจริง (Realities) ที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในชีวิตของโค้ชชี่ ซึ่งรวมถึงกรอบความคิด ความคิด ความรู้สึก อารมณ์ และความต้องการที่แท้จริงของโค้ชชี่

ผลที่ตามมาคือโค้ชอาจใช้กรอบความคิดของตนชี้นำ (Manipulate) ทำให้โค้ชชี่เกิดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ในที่นี้คือไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงตามสภาพแวดล้อมเฉพาะตนของโค้ชชี่ เมื่อเริ่มต้นที่ความเข้าใจผิด วิธีการจัดการแก้ไขปัญหาย่อมไม่อาจถูกต้องไปได้

การใช้ปัญญาญาณ (Intuition) ในการโค้ชจึงเป็นแนวทางปฏิบัติที่ผู้เขียนประสงค์ที่จะแนะนำให้โค้ชเรียนรู้และฝึกฝน ปัญญาญาณมักเกิดขึ้นในสภาวะจิตที่ว่างเปล่า ปราศจากความคิดปรุงแต่งใดๆ อย่าลืมว่าความคิดมีรากฐานมาจากอัตตา การปราศจากความคิดปรุงแต่งเท่ากับการปราศจากอัตตาหรือความเป็นตัวตน ซึ่งแสดงออกในรูปความเชื่อของตน ความคิดเห็นของตน ทิษฐิของตน เมื่อไม่มีความเป็นตัวตน จิตที่ว่างเปล่าเป็นอิสระจะทำงานด้วยตัวของมันเอง ทำให้เกิดความเข้าใจรู้แจ้ง (Insight) ซึ่งเป็นความเข้าใจอย่างลึกซึ้งที่เกิดขึ้นภายในตัวของบุคคลนั้นเอง เหมือนแสงสว่างวาบที่เกิดขึ้นในใจ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นสภาวะแห่งการตื่นรู้ อันนำทางมาสู่การแสวงหาทางออกที่สร้างสรรค์ ไม่มีกรอบความคิดใดมาจำกัด ขวางกั้น และอยู่บนรากฐานของสติสัปชัญญะ คือรู้ตัว และรู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่ควรทำในสถานการณ์ สภาวะ และสภาพแวดล้อมต่างๆอย่างแท้จริง

แสงสว่างบนความว่าง

ผู้เขียนใช้ปัญญาญาณในการโค้ช โดยดำเเนินการ ดังต่อไปนี้

ก่อนเริ่มการโค้ช
– ปล่อยวางความคิดปรุงแต่ง ซึ่งรวมถึง ความคิด อารมณ์ปรุงแต่งต่างๆที่เกิดขึ้นภายในใจ เพื่อให้จิตว่าง และสามารถอยู่กับปัจจุบันได้เต็มที่
ระหว่างการโค้ช
– รักษาสภาวะจิตว่าง ยังคงปราศจากความคิดปรุงแต่ง ปราศจากอัตตาหรือความเป็นตัวตน เพื่อให้สามารถเข้าถึงตัวตนของโค้ชชี่ และช่วยโค้ชชี่ให้เข้าใจตนเอง และประเด็นที่เป็นรากฐานของปัญหาอย่างแท้จริง
– มีสมาธิ เมื่อไม่มีความเป็นตัวตน ร่างกายกับจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกับการโค้ชโดยสิ้นเชิง โค้ชจะฟังโค้ชชี่อย่างลึกซึ้ง ปราศจากการตัดสินใดๆ ทำให้เข้าถึงอารมณ์ ความรู้สึก กรอบความคิด ความต้องการ อัตตา ค่านิยมที่อยู่เบื้องหลังคำพูด อันเป็นต้นตอของปัญหาหรือความท้าทายที่โค้ชชี่กำลังเผชิญอยู่
– หากระหว่างการโค้ช ในจิตของผู้เขียนเกิดความคิดปรุงแต่งใดๆ เช่น อคติ หรือเริ่มตัดสินโค้ชชี่ การฝึกฝนจิต และการคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของโค้ชชี่เป็นสำคัญจะช่วยให้ผู้เขียนตระหนักรู้ตัวอย่างรวดเร็ว และกลับมาอยู่กับปัจจุบัน คืนสู่สภาวะจิตที่ไร้การปรุงแต่งทางความคิด ไม่ตัดสินโค้ชชี่ แต่กลับเข้าอกเข้าใจ และดำเนินการโค้ชต่อไปได้อย่างมีประสิทธิผล

โดยทั่วไป จิตมนุษย์ไม่นิ่ง แต่จะไหลไปตามสภาวะอันเป็นผลจากการกระทบของสิ่งเร้าต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัว รวมถึงสิ่งที่กระทบอยู่ภายในใจตนเอง แต่จิตที่ได้รับการฝึกฝนจะนิ่งขึ้น ไมไหลไปตามสิ่งเร้า มีพลัง และก่อให้เกิดปัญญาญาณที่ทำให้เราเข้าใจสิ่งต่างๆโดยอัตโนมัติโดยไม่ผ่านกระบวนการคิด การฝึกฝนจิตจึงถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำทุกวัน ทุกเวลา

สำหรับผู้เขียนใช้วิธีง่ายๆที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและจริตของตน วิธีการฝึกฝนของผู้เขียนมีดังต่อไปนี้

– ระมัดระวังไม่ให้เกิดความคิดปรุงแต่งใดๆในทุกขณะจิต ถ้าเกิดก็รู้ตัว และปล่อยให้ดับลงโดยเร็ว
– การมีสติรู้ตัวตลอดเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ
– การทำสมาธิ
– การติดตามดูจิตของตน
– การใช้ความท้าทายต่างๆที่เผชิญในชีวิตเป้นแบบทดสอบในการฝึกจิต
– เมื่อเกิดการกระทบหรือการเปลี่ยนแปลงภายในจิต ผู้เขียนจะระบุสภาวะจิตและประเภทของการกระทบที่เกิดขึ้นนั้น
– ระมัดระวังสิ่งเร้าบางประเภทที่อาจส่งผลให้จิตใจไหลไป จนกลายเป็นความเคยชิน ควบคุมได้ยาก เช่น การลดการชมภาพยนตร์บางประเภท ลดการพูด การวิพากษ์วิจารณ์สิ่งต่างๆลง เพราะคำพูดส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิพากษ์วิจารณ์มักมีรากฐานอัตตา หรือกรอบความคิดส่วนตน

ผู้เขียนยังคงใช้่ความเพียรในการฝึกฝนจิตอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้เขียนเล็งเห็นถึงความจำเป็นและตระหนักในคุณค่าของจิตที่ว่างเปล่า และปัญญาญาณที่เกิดขึ้นในการโค้ช โค้ชที่ใช้ปัญญาญาณจะโค้ชได้อย่างลื่นไหลราวกับกำลังเต้นรำไปตามจังหวะของโค้ชชี่ กลมกลืนไปกับโค้ชชี่ แต่มีพลังที่ทำให้เข้าถึงตัวตนของโค้ชชี่อย่างลึกซึ้งเช่นกัน โค้ชผู้ใช้ปัญญาญาณจะช่วยโค้ชชี่ให้เกิดความเข้าใจภายในตนเอง และแสวงหาทางออกที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของตนอย่างแท้จริง ปัญญาญาณคือแสงสว่างไสวในใจโค้ช ทำให้โค้ชรู้ว่าต้องตอบสนองต่อโค้ชชี่ในรูปแบบต่างๆอย่างไร เช่น ควรถาม ฟัง สร้างความกระจ่างแจ้ง (Clarify) แสดงความเข้าอกเข้าใจ กระตุ้น ให้กำลังใจเมื่อใด และอย่างไร และแสงสว่างในใจโค้ชจะช่วยจุดประกายนำทางโค้ชชี่ไปสู่แสงสว่างในใจตนเองเช่นกัน

Advertisements
Post a comment or leave a trackback: Trackback URL.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: