Monthly Archives: มิถุนายน 2013

คำคม คนโค้ช ตอนที่ 2 โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

Advertisements

ใครอยากเป็นโค้ชฟังทางนี้ โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

ช่วงนี้มีน้องๆหลายคนมาสอบถามเรื่องการเป็นโค้ช มีความสนใจอยากเป็นโค้ชต้องทำอย่างไรบ้าง….

วันนี้ ผู้เขียนเลยขอใช้โอกาสนี้เล่าสู่กันฟัง ในฐานะวิทยากรด้านการโค้ช และเป็น Certified Coach จากสถาบัน NeuroLeadership Group รวมถึงเป็นสมาชิกของ สหพันธ์โค้ชนานาชาติ (International Coach Federation)

อาจารย์บียิ้มสวย

1. เราต้องถามตนเองก่อนว่าอยากเป็นโค้ชเพราะอะไร เป็นตามกระแสสังคมพาไป หรือเพราะรักที่จะเป็นโค้ชจริงๆ

2. เราเข้าใจหรือไม่ว่าโค้ชคืออะไร โค้ชไม่ใช่การแนะนำ การสอน ไม่ใช่การให้คำปรึกษา ตอนนี้การนำไปใช้ยังมีความสับสนอยู่มาก

3. เรามีความเชื่อมั่นในศักยภาพมนุษย์หรือไม่ พื้นฐานของการโค้ชคือการเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีศักยภาพ

4. เรามีอัตตาสูงหรือไม่ ถ้่าอัตตาสูง ไม่เหมาะจะเป็นโค้ช เพราะการโค้ชไม่ใช่การสอน การแนะนำ ในกระบวนการโค้ช โค้ชต้องปล่อยวางความรู้ ประสบการณ์ ค่านิยมของตนเพื่อให้เข้าถึงโค้ชชี่อย่างแท้จริง

5. เรามีจิตใจกว้างขวางหรือไม่ เพราะการโค้ชเป็นเรื่องการช่วยเหลือผู้อื่น ผ่านการถาม การฟัง โค้ชมีหน้าที่เข้าใจ ไม่ใช่ตัดสินโค้ชชี่

6. เรามีความรู้ ทักษะด้านการโค้ชมาบ้างหรือไม่ ทักษะการถาม การฟัง การสื่อสาร การสร้างความชัดเจน การให้ความเห็นป้อนกลับ (การให้ Feedback) เป็นทักษะที่มีความสำคัญมาก ถ้าตั้งคำถามไม่เป็น ฟังได้ไม่ลึกซึ้งพอ สะท้อนสิ่งที่โค้ชชี่รู้สึก หรือคิดออกไปไม่ได้ โอกาสที่การโค้ชจะประสบความสำเร็จย่อมเป็นไปได้ยาก

7. การโค้ชเป็นเรื่องของคุณธรรม ความจริงใจ การเก็บรักษาความลับ เราเป็นคนเช่นนั้นหรือไม่ โค้ชแล้วไม่ควรนำเรื่องของโค้ชชี่มาพูดหรือโฆษณาต่อ (ยกเว้นได้รับอนุญาตจากโค้ชชี่)

8. โค้ชไม่จำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของโค้ชชี่ เช่น โค้ชของไทเกอร์ วู๊ด ก็ไม่ได้ตีกอล์ฟเก่งกว่าไทเกอร์ วู๊ด โค้ชคือผู้ช่วยให้โค้ชชี่สามารถดึงศักยภาพของตนเองมาใช้อย่างเต็มที่

9. การโค้ชเป็นเรื่องของการบริหารจิตใจตนเอง การมีสมาธิ ปล่อยวาง การอยู่กับปัจจุบันกับโค้ชชี่ การโค้ชจึงเป็นมากกว่าทักษะการสื่อสาร แต่เป็นศิลปะที่ลึกซึ้งด้วย

10. น้องบางคนถามว่าจำเป็นต้องมี Certification หรือไม่ ขอตอบว่า ไม่จำเป็น แต่ควรผ่านการฝึกอบรมด้านการโค้ชจากวิทยากรทีน่าเชื่อถือ หรือจากสถาบันที่ได้รับการยอมรับมาบ้าง จะช่วยให้เข้าใจทักษะการโค้ชได้ดีขึ้น แต่ถ้ามี Certification จากสถาบันระดับโลกที่ได้รับการยอมรับ ก็จะช่วยยกระดับความสามารถ และเพิ่มเครดิตในการเป็นโค้ชมืืออาชีพได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็น AEC ในอีกไม่ถึง 2 ปีข้างหน้านี้

ผู้เขียนหวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับท่านที่สนใจการเป็นโค้ชนะคะ หากต้องการขอคำปรึกษา ส่งอีเมล์มาได้ที่ sirirat@bewinning.biz ค่ะ หรือที่ Facebook พิมพ์ว่า ศิริรัตน์ ศิริวรรณ บี วินนิ่ง นะคะ

คำคม คนโค้ช ตอนที่ 1 โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

การโค้ชด้วยคำถาม (Coaching by Questions) โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

เมื่อพูดถึงการโค้ช คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึงทักษะที่สำคัญที่สุดคือ ‘ทักษะการตั้งคำถาม’ เพราะการโค้ชที่ปราศจาก ‘การตั้งคำถาม’ เท่ากับว่า ‘ไม่มีการโค้ชเกิดขึ้น’

No Questions, No Coaching

Question Mark

การโค้ช เป็นเครื่องมือในการปลดปล่อยศักยภาพมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์สามารถใช้ศักยภาพนั้นในการปฏิบัติงาน และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และประสบความสำเร็จ คำไว่า ‘ปลดปล่อยศักยภาพ’ มีความหมายชัดเจนในตัวอยู่แล้วว่าคือการ ‘ปล่อยออกมา’ ไม่ใช่ ‘ใส่เข้าไป’ ด้วยการให้คำแนะนำสั่งสอน ขณะที่การตั้งคำถามให้อีกฝ่ายได้คิดด้วยตนเอง จะช่วยให้โค้ชชี่สามารถปลดปล่อยศักยภาพออกมาได้มากกว่า

คำถามนั้นมีพลังมหาศาล คำถามช่วยเปิดประตูไปสู่การแก้ปัญหา กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ การค้นพบทางออกใหม่ๆ การตั้งคำถามที่ทรงพลังยังช่วยให้โค้ชชี่เข้าใจสถานการณ์ หรือประเด็นปัญหาได้ชัดเจนขึ้น

open exit door 10461663_xl-1

รูปแบบของคำถามที่ใช้ในการโค้ช มีอยู่ 2 แนวทาง
1. คำถามที่มุ่งเน้นทำความเข้าใจกับปัญหาและสาเหตุ (Problem-Focused Questions) เช่น
– เกิดอะไรขึ้น?
– สาเหตุเกิดจากอะไร?
– ลูกค้ารู้สึกอย่างไร
– ใครรับผิดชอบในเรื่องนี้?
– ผลกระทบคืออะไร?
– อะไรคือแรงจูงใจของเรื่องนี้?
– อะไรคือปัญหาอุปสรรคที่ทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย?

2. คำถามที่มุ่งเน้นการแสวงหาทางออกหรือวิธีการจัดการกับปัญหา (Solution-Focused Questions) เช่น
– คุณมองเรื่องนี้อย่างไร?
– คุณเรียนรู้อะไรจากสถานการณ์นี้บ้าง?
– เราจะเดินหน้าต่อไปจากจุดนี้อย่างไร?
– สิ่งที่คุณต้องการจะบรรลุคืออะไร?
– มีทางเลือกอะไรบ้าง?
– เราจะป้องกันไม่ให้สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกได้อย่างไร?
– สิ่งแรกที่เราควรทำคืออะไร?

ไม่มีใครสามารถฟันธงได้ว่า โค้ชควรตั้งตั้งคำถามอะไร ควรถามคำถามที่มุ่งไปที่ตัวปัญหาหรือทางออกของปัญหา คำตอบคือ การย้อนกลับมาดูวัตถุประสงค์ของการโค้ชว่าต้องการบรรลุอะไร แน่นอน เพื่อช่วยให้โค้ชชี่เกิดความเข้าใจ เรียนรู้ และสามารถก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงพร้อมกับวิธีการหรือทางออกใหม่ๆที่นำไปใช้ได้จริง

ดังนั้น หากเราตั้งคำถามที่เน้นไปที่ตัวปัญหาและสาเหตุ หรือเป็นคำถามที่เน้นอดีต ย่อมช่วยให้โค้ชชี่เกิดความเข้าใจในสถานการณ์ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม มันอาจทำให้โค้ชชี่ต้องจมลึกลงไปในตัวปัญหามากขึ้นได้เช่นกัน จากผลการศึกษาด้านสมอง พบว่าสมองจะสร้างความเชื่อมโยงข้อมูลจากความจำ ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก สิ่งที่โค้ชชี่คิดถึงบ่อยๆ พูดถึงบ่อยๆ สมองจะสร้างความเชื่อมโยงจนกลายเป็นเหมือนแผนที่ถาวร หรือความทรงจำที่ฝังลึกในใจโค้ชชี่

จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องทำให้โค้ชชี่เจ็บก่อนที่จะเรียนรู้?

คำตอบคือ ไม่จำเป็น การเรียนรู้ของมนุษย์เป็นเรื่องของการสร้างความเชื่อมโยงในสมอง การตั้งคำถามเพื่อให้โค้ชชี่มองไปสู่อนาคต ให้จินตนาการถึงภาพที่ต้องการจะเห็น สิ่งที่ตนเองต้องการจะเป็น หรือเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง สามารถทำให้โค้ชชี่เข้าใจความเป็นจริงในปัจจุบันได้ชัดเจนขึ้นเช่นกัน

นอกจากนั้น โค้ชยังสามารถใช้คำถามที่เน้นไปที่วิธีคิดแทนที่ การตั้งคำถามเพื่อเน้นรายละเอียดของสถานการณ์ เพราะปัญหาทุกอย่างมักเกิดจากวิธีคิด จึงต้องแก้ที่วิธีคิด คำถามวิธีคิด เช่น คุณมองเรื่องนี้อย่างไร? คิดเรื่องนี้มานานเท่าไร? รู้สึกอบ่างไร? คิดว่าตนเองอยู่ที่จุดใด? มีความมุ่งมั่นระดับใดที่จะทำให้สำเร็จ? คำถามเหล่านี้ช่วยให้โค้ชชี่ประเมินวิธีคิดของตนเอง และเข้าใจตนเองได้ดีขึ้น โดยไม่ต้องผ่านความเจ็บปวดจากการพูดถึงรายละเอียดของปัญหาหรือสาเหตุของปัญหานั้น คำถามวิธีคิดที่มีคุณภาพจะช่วยให้โค้ชชี่มองย้อนกลับมาและสะท้อนภาพตนเองได้ชัดขึ้น ซึ่งรวมถึงเกิดความเข้าใจในสถานการณ์และที่มาของสถานการณ์นั้นชัดเจนขึ้นได้เช่นกัน

picture of girl hand and sea-1

มาถึงตอนนี้ โค้ชคงต้องตัดสินใจเลือกแล้วค่ะว่าต้องการใช้คำถามลักษณะใด และสิ่งที่ท่านเลือกก็จะส่งผลโดยตรงต่อตัวโค้ชชี่ และประสิทธืภาพ ประสิทธิผลของการโค้ชค่ะ

Steve Jobs, ZEN, and Presentations that changed the world by Sirirat Siriwan

The Truth about Performance Coaching by Sirirat Siriwan

ผู้นำ: แนวทางการบริหารคนที่มีความแตกต่าง โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

ผู้นำ: แนวทางการบริหารคนที่มีความแตกต่าง

– ยอมรับว่าความแตกต่างเป็นเรื่องที่ดี

– สื่อสาร และแสดงตนเป็นแบบอย่างให้สมาชิกในทีม หรือผู้ใต้บังคับบัญชายอมรับและเห็นประโยชน์ของการทำงานร่วมกับคนที่คิดแตกต่าง หรือมีสไตล์การทำงานที่แตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือ การมีเป้าหมายหรือวิสัยทัศน์ร่วมกัน

– ใช้ประโยชน์จากความแตกต่าง ดึงศักยภาพแต่ละคนมาใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์

– ผสมผสานความแตกต่าง กระตุ้นให้เกิดการปลดปล่อยศักยภาพ และตอกย้ำถึงเป้าหมายร่วม หรือภาพใหญ่ของการทำงานที่ต้องบรรลุร่วมกัน

– สร้างบรรยากาศการทำงานแบบร่วมแรงร่วมใจ ที่เน้นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดกว้าง สมาชิกในทีมควรมีทักษะการถามที่มีคุณภาพ สร้างสรรค์ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ทักษะการฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ (Empathic Listening)

– ใช้การโค้ชเป็นเครื่องมือหลักในการทำงาน พัฒนาคน และปลดปล่อยศักยภาพ

การปล่อยวางของโค้ช โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

ทำไมโค้ชจึงต้องปล่อยวางคะ?
และปล่อยวางอะไร?

คำตอบคือ ทุกสิ่งทุกอย่างเลยค่ะ หลายท่านอาจบอกว่า จะปล่อยวางได้อย่างไรกัน ความรู้ ประสบการณ์ฉันมีมากมายที่จะมอบให้แก่โค้ชชี่

แต่การโค้ชไม่ใช่การสอน ไม่ใช่การให้คำแนะนำนะคะ การโค้ชคือ การอำนวยการ (Facilitate) และกระตุ้น (Encourage) ให้โค้ชชี่คิดด้วยตนเอง ผ่านการสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ การตั้งคำถาม การฟัง และการเงียบของโค้ช ทำไมโค้ชชี่ต้องเป็นคนคิดเองคะ? เพราะถ้าโค้ชให้คำแนะนำ โค้ชชี่ก็จะต้องพึ่งพิงโค้ชตลอดไป เติบโตด้วยตนเองไม่ได้ เพราะไม่เกิดความเข้าใจ และเรียนรู้จากภายในตนเอง (Self-Directive Learning)

งานวิจัยทางด้านสมองทำให้เรียนรู้ว่า สมองมนุษย์แตกต่างกันตั้งแต่โดยกำเนิด และเป็นผลจากการเลี้ยงดู ประสบการณ์ เงื่อนไขชีวิต โค้ชกับโค้ชชี่จึงมีแผนที่สมองหรือ การรับรู้ (Perception) แตกต่างกัน การนำประสบการณ์ของโค้ชชี่ไปให้คำแนะนำ หรือแม้แต่ถามนำโค้ชชี่ ย่อมไม่ช่วยให้โค้ชชี่เกิดการตื่นรู้อย่างแท้จริงภายในตนเอง ความเข้าใจ และการเรียนรู้ของโค้ชชี่จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง เมื่อโค้ชชี่ได้ใช้สมองในการคิด และเชื่อมโยงสิ่งต่างๆเข้าด้วยกันด้วยตนเอง

โค้ชจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปล่อยวางประสบการณ์ ความรู้ เช่น ผู้เขียนชำนาญด้าน Presentation มาก เป็นวิทยากรฝึกอบรมมาแล้วหลายกลุ่ม แต่เมื่อต้องรับบทบาทโค้ชด้านการ Presentation ให้โค้ชชี่ ผู้เขียนจะต้องวางความรู้ทั้งหมด และมุ่งไปที่กระบวนการคิดของโค้ชชี่เป็นหลัก ประเด็นคือ การส่งเสริมให้สมองของโค้ชชี่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โค้ชจึงต้องวางแม้กระทั่งตัวตนหรืออัตตาทั้งหลาย เพื่อให้ไม่นำประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจ ความสำเร็จของตนเองไปครอบงำโค้ชชี่ ทั้งที่ตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตาม เพื่อให้ตนเองกลายเป็นกระจกใสที่สะท้อนภาพของโค้ชชี่อย่างแท้จริง ไม่ใช่ภาพของโค้ชชี่ที่มีเงาของโค้ชซ้อนทับอยู่

‘การโค้ชคือ การดึงศักยภาพของโค้ชชี่ออกมา ไม่ใช่การใส่คำแนะนำของโค้ชเข้าไปค่ะ’

การโค้ชด้วย ‘ความเงียบ’ โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ, Results Certified Coach, NeuroLeadership Group

คนส่วนใหญ่เวลาพูดถึงการโค้ช จะคิดถึงการตั้งคำถาม การฟัง หรือบางท่านคิดว่า การให้คำแนะนำคือการโค้ช ทำให้เกิดประเด็นที่โต้เถียงกันอย่างมากมายในตอนนี้ จนดูเหมือนว่าจะหาจุดสิ้นสุดไม่ได้ แต่วันนี้ ผู้เขียนขอไม่พูดเรื่องเหล่านี้สักวันนะคะ ขอพูดเรื่องการโค้ชด้วย ‘ความเงียบ’ แทนค่ะ

ความเงียบเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างมากในกระบวนการโค้ช และเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าดั่งทองคำทีเดียว ค่ะ ในการโค้ชผลการปฏิบัติงาน การโค้ชผู้นำ การโค้ชธุรกิจ หรือการโค้ชชีวิตก็ตาม เมื่อโค้ชตั้งคำถามต่อโค้ชชี่ สิ่งที่โค้ชต้องทำต่อไปคือ ‘เงียบสนิท’ เพราะเป็นช่วงเวลาที่โค้ชชี่จะได้ใช้ความคิด โดยโค้ชไม่ไปเร่งรัด แม้เมื่อโค้ชชี่ตอบคำถามจบแล้ว โค้ชก็ควรเงียบต่อไปอีกสัก 2-3 วินาที เพื่อให้แน่ใจว่าโค้ชชี่ไม่มีอะไรจะพูดต่อ ไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไปสำหรับโค้ชชี่ในการดึงทุกสิ่งที่อยู่ในสมองออกมาได้ทันทีเพื่อตอบคำถามโค้ช บางคำถามที่มีพลังมาก โค้ชชี่ยิ่งต้องใช้ความคิดมาก โค้ชชี่จำเป็นต้องค่อยๆกลั่นกรอง และสังเคราะห์ข้อมูลออกมาผ่านทางคำพูด สมองในส่วนความคิด และการตัดสินใจ (Prefrontal Cortex) ต้องใช้พลังงานมากค่ะ โค้ชจึงควรใช้ความเงียบเป็นเครื่องมือในการโค้ชเพื่อกระตุ้นให้โค้ชชี่คิด โค้ชบางท่านอาจจำเป็นต้องฝึกฝนตนเองให้คุ้นเคยกับความเงียบอย่างแท้จริง เรียนรู้ที่จะเงียบในจังหวะ ระยะเวลา และกาละเทศะที่เหมาะสม เพื่อให้โค้ชชี่ใช้ช่วงเวลาแห่งความเงียบของโค้ชในการทำความเข้าใจ เกิดการตื่นรู้ภายใน เรียนรู้ เติบโตและแสวงหาทางออกต่างๆได้อย่างมีประสิทธิผล ขณะเดียวกัน โค้ชก็จะได้รับข้อมูลอันทรงคุณค่าจากโค้ชชี่ เพื่อนำมาใช้ต่อยอดในการสื่อสารในการโค้ชได้อย่างสอดคล้อง และสร้างความสัมพันธ์ รวมถึงความไว้วางใจ อันนำมาสู่ผลลัพธ์สูงสุดที่โค้ชชี่สมควรจะได้รับจากโค้ชที่มีคุณภาพค่ะ

การโค้ชด้วยคำถามที่ทรงพลัง

ทักษะการตั้งคำถามถือเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการโค้ช คุณประโยชน์ของการตั้งคำถามที่ทรงพลังมีดังต่อไปนี้

1. ทำให้โค้ชได้รับข้อมูลที่ทรงคุณค่าจากโค้ชชี่ ซึ่งช่วยให้โค้ชมีความเข้าใจในตัวโค้ชชี่ และสถานการณ์ของโค้ชชี่ชัดเจนมากขึ้น

2. ช่วยกระตุ้นการใช้ความคิด และพัฒนาวิธีคิดของโค้ชชี่

3. ช่วยกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ หรือเปืดประตูไปสู่ความเป็นไปได้ และทางออกใหม่ๆ

4. ช่วยสร้างความไว้วางใจ และพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างโค้ชกับโค้ชชี่

5. ทำให้โค้ชชี่เกิดการตระหนักรู้ เข้าใจ ค้นพบ และเรียนรู้

6. ช่วยปลดล็อคโค้ชชี่ออกจากกับดักทางความคิดที่ถ่วงรั้งโค้ชชี่ไว้ไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า

7. ก่อให้เกิดการกำหนดเป้าหมายที่สร้างแรงบันดาลใจ และวิธีดำเนินการที่ทำให้บรรลุเป้าหมายนั้น

แนวทางการตั้งคำถามในการโค้ช
แนวทางที่ 1: ตั้งคำถามโดยเน้นที่การทำความเข้าใจปัญหาและสาเหตุของปัญหา (เน้นอดีต)
แนวทางที่ 2: ตั้งคำถามโดยเน้นการแสวงหาวิธีการจัดการกับปัญหา (เน้นอนาคต)

พบกับประเภทและลักษณะของคำถามที่ใช้ในการโค้ชสำหรับแต่ละแนวทาง รวมถึงข้อดี ข้อด้อยของแต่ละแนวทางต่อไปในวันพรุ่งนี้นะคะ