Monthly Archives: พฤษภาคม 2013

The Spirit of Coaching Part2: คุณสมบัติของโค้ชที่แท้จริง

โค้ชคือผู้ทำหน้าที่เปรียบเสมือนกระจกบานใสของโค้ชชี่ เพื่อให้สามารถสะท้อนตัวตนของโค้ชชี่ ทำให้โค้ชชี่เกิดการตระหนักรู้ ค้นพบตนเอง และก้าวข้ามพ้นกับดักของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น โค้ชผลการปฏิบัติงาน (Performance Coach) โค้ชผู้นำ (Leadership Coach) โค้ชผู้บริหาร (Executive Coach) หรือ โค้ชชีวิต (Life Coach) จะเป็นโค้ชภายในองค์กร (Organizational Coach) หรือโค้ชมืออาชีพ (Professional Coach) โค้ชควรมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

  • เป็นผู้ที่เชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีเพชรที่ซ่อนอยู่ภายในตน เพียงแต่รูปร่าง หน้าตา ขนาด น้ำหนักอาจแตกต่างกัน เพชรบางเม็ดกำลังรอรับการเจียรไนอยู่
  • มีความเชื่อมั่นในตนเอง แต่อัตตาน้อย หรือถ้าไม่มีอัตตาเลยยิ่งดี เพราะอัตตาคือการมองตนเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ซึ่งมุมมองแบบนี้เป็นอันตรายต่อโค้ชชี่ อาจชี้นำโค้ชชี่ไปในทิศทางที่ตนต้องการ
  • รักการให้ความช่วยเหลือผู้อื่น มีความปรารถนาที่อยากจะเห็นผู้อื่นประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง
  • มีความปรารถนาที่จะให้โค้ชชี่เข้าใจ มองเห็นตัวตนของตนเองมากกว่าใช้การโน้มน้าว และชี้นำโค้ชชี่ไปสู่เส้นทางที่ควรจะเป็น หรือเป็นเส้นทางที่โค้ชต้องการ
  • ไม่ตัดสินโค้ชชี่ โดยใช้กรอบความคิด หรือมุมมองของตนเอง
  • มีความปรารถนาดีที่จะช่วยเหลือโค้ชชี่ แต่รู้จักรักษาระยะห่าง เพื่อให้สามารถรักษามุมมองที่ไร้อคติ และเป็นกลาง ใช้สติปัญญา ความรู้แจ้งในการช่วยเหลือโค้ชชี่มากกว่าใช้อารมณ์หรือความผูกพันส่วนตัว
  • มีความสามารถในการปล่อยวางความรู้ ประสบการณ์ กรอบความคิด ความเชื่อ และค่านิยมของตนเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของโค้ชชี่
  • มีความสามารถในการสร้างบรรยากาศและความไว้วางใจเพื่อกระตุ้นให้โค้ชชี่คิดอย่างอิสระ และเป็นตัวของตัวเอง
  • มีทักษะในการสื่อสารเพื่อกระตุ้น แสดงความมั่นใจ และชื่นชมในจุดแข็ง ความสำเร็จ และความกล้าคิด กล้าเสี่ยงของโค้ชชี่
  • เป็นนักตั้งคำถามชั้นยอด และนักฟังชั้นเยี่ยม ฟังอย่างลึกซึ้งถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำพูดนั้น
  • เป็นผู้คุ้นชินกับความเงียบ ความเงียบในขณะที่โค้ชชี่กำลังใช้ความคิด หรือกำลังพูด โค้ชจะเงียบสนิท
  • เป็นผู้มีความสามารถในการปรับตนให้ลื่นไหลไปกับโค้ชชี่ ขณะที่ตระหนักรู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังช่วยให้โค้ชชี่เข้าใจตนเอง และหาทางออกจากปัญหาได้
  • เป็นนักสื่อสารชั้นเยี่ยม สื่อสารได้ชัดเจน กระชับ เฉพาะเจาะจง แต่เอาใจเขามาใส่ใจเรา
  • เป็นผู้มีสติ ปัญญา รู้จักใช้ทั้งความรู้ ตรรกะ และความรู้สึก ไม่เน้นใช้เหตุผลหรือตรรกะนำทางเพียงอย่างเดียว แต่รู้จักใช้สัญชาตญาณ หรือ Gut Feeling ด้วย
  • เป็นผู้มีสมาธิ อยู่กับปัจจุบันได้ดี ใจสงบ ระหว่างที่สนทนากับโค้ชชี่
  • เป็นนักฟังอย่างลึกซึ้ง มีความเข้าอกเข้าใจ แต่ไม่ถึงกับอินไปกับเรื่องโค้ชชี่ สามารถทิ้งระยะห่าง เพื่อให้ความช่วยเหลือโค้ชชี่ได้อย่างมีสติ

นี่คือคุณสมบัติสำคัญของการเป็นโค้ชที่ดี โค้ชที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นคนเก่งที่สุด มีความรู้มากที่สุด มีประสบการณ์มากที่สุด หรือรู้เรื่องนั้นๆดีที่สุด แต่โค้ชที่ดีคือ ผู้รู้จักวางความรู้ ประสบการณ์ เพื่อเข้าถึงจิตใจผู้อื่น ผ่านการถาม การฟัง การสังเกต การสังเคราะห์มากกว่าการวิเคราะห์ เพราะเชื่อเถอะค่ะว่า โค้ชชี่เขาคิดเองได้ ถ้าเราเข้าถึงเขา สร้างความไว้วางใจ และความรู้สึกมั่นใจ มั่นคงให้แก่เขาได้ ฟังเขา เชิญชวนให้เขาแสดงความเห็น ชม และกระตุ้น ส่งเสริมการใช้จุดแข็งของเขา ดิฉันแน่ใจค่ะว่า เราจะค้นพบเพชรเม็ดงานในตัวโค้ชชี่ส่องแสงเป็นประกายออกมาให้เราได้ชื่นชมกันค่ะ อย่าเพิ่งรีบด่วนตัดสินและให้คำแนะนำแก่โค้ชชี่นะคะ

 

 

 

Advertisements

The Spirit of Coaching Part1: กระจกบานใสของโค้ชชี่

มีหลายคนตั้งคำถามกับดิฉันว่า คนที่เป็นโค้ชควรมีคุณสมบัติอะไรบ้าง? เพราะตอนนี้มีคนเรียกตนเองว่าโค้ชจำนวนไม่น้อย แล้วแบบไหนที่ใช่โค้ชที่แท้จริง

ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ ดิฉันขอตั้งคำถามกลับไปว่า แล้วคิดว่า ทำไมคนต้องการโค้ช? คำตอบคือ เพราะ ‘เส้นผมมักบังภูเขา’ คือคนไม่สามารถเห็นตนเองได้ครบทุกด้าน หรืออาจปฏิเสธที่จะมองเห็นตนเอง โค้ชจึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นกระจกใสสะท้อน (Reflect) ให้ผู้อื่นเห็นตนเองได้อย่างชัดเจนที่สุด ประเด็นนี้ถือเป็นจิตวิญญาณ (Spirit) หรือแก่นแท้ของการโค้ช และเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนา และเปลี่ยนแปลงตนเอง หรือที่เรียกว่าการทำให้เกิดสภาวะของ ‘การตระหนักรู้’ (Create Self-Awareness) ให้แก่โค้ชชี่ เพราะผู้รู้ความจริง และยอมรับความจริืงเท่านั้น จึงจะมีโอกาสที่จะก้าวข้ามปัญหาอุปสรรค ดึงตัวเองให้หลุดพ้นจากกับดัก และก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมาย ความสุข และความสำเร็จที่วาดฝันไว้ และสภาวะแห่งการตระหนักรู้จะเกิดขึ้นจากการตื่นจากภายในตนเอง หรือที่เรียกว่าเกิด Insight ภายใต้การมองเห็นของตนเอง ด้วยตนเอง หาใช่ผู้อื่นมาบอกให้ หรือชี้นำให้

ลองจินตนาการถึงเวลาที่เราส่องกระจกบานใส แล้วเราเห็นตนเองในกระจกว่า เรามีสิวบนใบหน้าในตำแหน่งใดบ้าง จำนวนเท่าไร ตอนเห็นครั้งแรกคงตกใจ ไม่สบายใจ และเครียด แต่อย่างน้อย เราก็ตระหนักรู้ว่ามีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น และมันสำคัญกับเรา ถ้าเราไม่แก้ไข มันจะส่งผลถึงบุคลิกภาพ และการติดต่อเจรจาธุรกิจของเรา ทำให้้เราสูญเสียความมั่นใจในตนเอง การตระหนักถึงความสำคัญ และผลกระทบถือเป็นส่วนหนึ่งของการเกิด Insight และหากสามารถตระหนักรู้ต่อไปได้ว่าแทนที่เราจะมานั่งวิตกกังวลทั้งวัน สู้มองไปข้างหน้า และแสวงหาแนวทางแก้ไขหรือป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกดีกว่า เพราะยิ่งคิดยิ่งไม่มีความสุข และความสุขคือสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่หรือ นี่คือ อีกรูปแบบหนึ่งของการเกิด Insight ตระหนักในความเป็นจริง ตระหนักถึงสิ่งที่เราต้องการ และพร้อมก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคง พร้อมกับความคิดใหม่ๆ และวิธีจัดการที่สร้างสรรค์

ในทางตรงกันข้าม หากกระจกบานที่เราส่องนั้นไม่ใสพอจะเกิดอะไรขึ้นกับเีรา? เรามองไม่เห็นสิว เพราะกระจกนั้นมัว หรือมีฝุ่นเกาะหนา กระจกบานนั้นไม่สามารถสะท้อนความจริงได้ เราไม่เห็นสิวอุดตันที่ซ่อนอยู่ เพราะกระจกสะท้อนกลับมาเช่นนั้น แล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อมาคืออะไร ไม่มีการตื่นรู้อะไรเลย ไม่เห็นความจริงใดๆ ไม่ตระหนักว่าต้องเปลี่ยนแปลงใดๆ แล้วเราต้องการกระจกบานใสหรือบานที่ขุ่นมัวมาทำหน้าที่สะท้อนตัวตนของเราให้แก่เรากันแน่ นี่คือคำถามที่เราต้องถามกับตนเองค่ะ พรุ่งนี้ ติดตามตอนต่อของ The Spirit of Coaching แล้วเราจะรู้ว่า ‘การเรียนรู้ที่จะปล่อยวางสิ่งที่ตนรู้ คือการเรียนรู้ขั้นสูงสุด’

What is Coaching?

มีข้อโต้เถึยงกันอย่างมากมายในวงการโค้ช ที่ปรึกษา วิทยากรของไทย เกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงของการโค้ช (Coaching) ส่วนใหญ่การโต้เถึยงนั้นมีที่มาจากความคิด ความเชื่อ ค่านิยมส่วนบุคคล ลูกค้าเองก็ไม่เข้าใจว่าการโค้ชคืออะไร บางคนเข้าใจว่าเป็นการสอนงาน เพราะนักแปลทั้งหลาย แปลไว้เช่นนั้น ทำให้คนเข้าใจผิดมากขึ้น เมื่อใดก็ตามที่เรานำแก่นแท้ของการโค้ชมาพิจารณา มากกว่ายึดตัวบุคคล เมื่อนั้น การให้นิยามการโค้ชย่อมมีความถูกต้อง สอดคล้องกับหลักการมากขึ้น

การโค้ชทางธุรกิจนั้นแตกต่างจากการสอนงานแบบ (On-the-Job Training) และแตกต่างจากการโค้ชกีฬา (Sport Coach) หรือ การโค้ชการใช้เสียง (Voice Coach) อย่างมาก แม้ว่าจะมีเป้าหมายร่วมกันคือการพัฒนา และปลดปล่อยศักยภาพคน แต่วิธีการนั้นแตกต่างกันอย่างมาก โค้ชกีฬา และโค้ชเสียงสามารถให้คำแนะนำได้ทันที เช่น ในสนามการแข่งขัน โค้ชกีฬาคงไม่สามารถมานั่งตั้งคำถามเพื่อโค้ชนักกีฬา โค้ชกีฬาจึงมีความจำเป็นต้องให้คำแนะนำในสถาณการณ์นั้น ขณะที่โค้ชทางธุรกิจ หรือโค้ชผลการปฏิบัติงาน จะนั่งคุยหรือโทรคุยกับโค้ชชี่ภายใต้บรรยากาศของความร่วมแรงร่วมใจ เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ และแสวงหาทางออกร่วมกัน

ประเด็นสำคัญคือคำว่า ‘สถานการณ์’ ไม่ใช่เราจะใช้การโค้ชได้ในทุกๆสถานการณ์ ผู้บริหาร ผู้จัดการ หัวหน้างาน ล้วนมีบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบที่หลากหลาย เป็นทั้งผู้นำ และผู้บริหาร การตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือใดขึ้นอยู่กับสถานการณ์ เช่น ถ้าสถานการณวิกฤติ ไฟไหม้ห้องเก็บของ ผู้จัดการย่อมไม่อาจมานั่งโค้ชลูกน้อง ผู้จัดการต้องเข้าควบคุมสั่งการทันที

ในทางตรงกันข้าม ถ้าไม่ใช่สถานการณ์เร่งด่วน หรือฉุกเฉินจริง เช่น พนักงานทำงานไม่เสร็จตามกำหนดเวลา ผู้จัดการสามารถทำการโค้ชได้ อาจผ่านรูปแบบของการให้ Feedback ที่สร้างสรรค์ เพื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเต็มใจที่จะปรับปรุงผลพฤติกรรม และผลการปฏิบัติงาน

การโค้ชจึงเป็นเครื่องมือ และกระบวนการที่ผู้บริหารใช้ในการสื่อสารเพื่อปรับปรุงหรือพัฒนาผลการปฏิับัติงานของบุคคลอื่น เพื่อให้บุคคลนั้นปลดปล่อยศักยภาพสูงสุดออกมา ผู้จัดการ หรือหัวหน้างาน ไม่จำเป็นต้องรอให้เกืดปัญหาใดปัญหาหนึ่งขึ้นก่อนค่อยทำการโค้ช เช่น กรณีผู้ใต้บังคับบัญชาท่านหนึ่งได้รับมอบหมายโครงการใหม่ ท่า่นจึงทำการโค้ชผู้ใต้บังคับบัญชาท่านนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมของเขาสำหรับการรับผิดชอบงานที่ท้าทาย

ดังนั้น การโค้ชภายในองค์กร สามารถเรียกได้ว่าเป็น การโค้ชเพื่อบริหารผลการปฏิบัติงาน หรือ Performance Coaching ซึ่งสามารถทำได้ใน 3 ลักษณะคือ

1. การโค้ชเพื่อปรับปรุงผลการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามความคาดหวัง หรือเป้าหมายขององค์กร ผ่านกระบวนการในการให้ Feedback

2. การโค้ชเพื่อพัฒนาผลการปฏิบัติงาน หรือขยายขีดความสามารถของพนักงาน

3. การโค้ชเพื่อกระตุ้นพฤติกรรมและผลการปฏิบัติงานเชิงบวก โดยผ่านการแสดงความชื่นชม

หลักการ แนวทาง หรือวิธีการโค้ชในสถานการณ์ต่างๆ ทำอย่างไร เชิญติดตามตอนต่อไปในวันพรุ่งนี้ค่ะ

พลังอำนาจของการตั้งคำถาม (The Power of Questioning) โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

คำถามนั้นสำคัญไฉน? นี่คือ คำถามแรกที่ดิฉันใช้ถามผู้เข้าอบรมในโปรแกรม The Power of Questioning เชื่อไหมคะว่า คำถามที่ทรงพลังนั้นสามารถตรึงผู้ฟังไว้ได้อยู่หมัด โดยไม่ใช้ ‘การบอก’ (Telling) แค่ตั้งคำถามเท่านั้น มีการบอกบ้างเพียงเล็กน้อยกรณีตอบคำถามของผู้เข้าอบรม บางสถานการณ์ ดิฉันจะใช้คำถามเป็นคำตอบกลับไป

ไม่น่าเชื่อใช่ไหมคะ แต่มันเป็นความจริงค่ะ ทำไมคำถามจึงทรงพลังมากขนาดนั้นคะ และทำไมการใช้คำถามจึงตรึงผู้ฟังไว้ได้…การศึกษาด้านสมองชี้ให้เห็นว่า สมองของคนเรามีส่วนที่เรียกว่า Prefrontal Cortex ที่ใช้ในการคิดและตัดสินใจ ซึ่งสมองส่วนนี้มีขนาดเล็กมาก การทำงานของสมองส่วนนี้ต้องใช้พลังงานมาก และจะทำงานได้ดีภายใต้สภาวะการณ์ที่เหมาะสม เช่น สภาวะที่ปราศจากความเครียด ความคับข้องใจ และความวิตกกังวล

การตั้งคำถามที่มีคุณภาพภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความไว้วางใจ ความรู้สึกปลอดภัยจะช่วยกระตุ้นให้สมองส่วนนี้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ในการฝึกอบรม ดิฉันจะใช้ทักษะการถามประมาณ 80% ถ้าเป็นการโค้ช ดิฉันจะใช้ทักษะการถามเกือบ 100% และเชื่อไหมว่า ผลที่ได้น่าทึ่งมาก คำถามที่ดีทำให้ผู้เข้าอบรมและโค้ชชี่เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เกิดการตระหนักรู้ และพบคำตอบที่กำลังแสวงหาอยู่ด้วยตนเอง รวมถึงการเรียนรู้ การค้นพบความคิดใหม่ๆ

เราทุกคนจึงไม่ควรละเลยทักษะการตั้งคำถามอีกต่อไป ถ้าปราศจากการตั้งคำถามและความอยากรู้อยากเห็น โลกนี้ก็คงปราศจากสิ่งประดิษฐ์คิดค้น และนวัตกรรมใหม่ๆ ถ้าที่ปรึกษาไม่ตั้งคำถามลูกค้า ย่อมไม่สามารถเข้าใจสถานการณ์ ปัญหาของลูกค้า และไม่สามารถนำเสนอทางออกที่สอดคล้องกับสภาพการณ์ได้ ถ้าพนักงานขายตั้งคำถามไม่เป็น ก็ย่อมไม่อาจประสบความสำเร็จในการสร้างความสัมพันธ์ และเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้า โค้ชที่ถามไม่เป็น ย่อมไม่อาจกระตุ้นให้โค้ชชี่เกิดความเข้าใจตนเอง และปลดปล่อยศักยภาพของตนเอง ผู้นำ ผู้บริหารที่ไม่ตั้งคำถาม ย่อมสูญเสียโอกาสในการใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ องค์กรย่อมไม่ได้รับการพัฒนา และปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง การตั้งคำถามที่ทรงพลังจะช่วยขับเคลื่อนชีวิตของเราให้ก้าวไปข้างหน้า คำถามช่วยปลดล็อคชีวิตเราได้ค่ะ

การที่เราไม่ตั้งคำถาม หรือตั้งคำถามที่ไม่ถูกต้องสร้างความสูญเสียมหาศาลที่ไม่อาจประเมินค่าได้ค่ะ ทั้งใน ชีวิตส่วนตัว การงาน สังคม และประเทศค่ะ ไม่มีคำถามที่ทรงพลัง ย่อมไม่มีคำตอบที่ทรงอำนาจ สมองของเราทุกคนมีความพร้อมที่จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพให้แก่เราอยู่แล้วค่ะ แค่เรารู้วิธีการให้อาหารสมอง สร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ มั่นคง ฝึกฝนทักษะการตั้งคำถามที่ทรงพลัง และฟังอย่างลึกซึ้ง แล้วเราจะได้เรียนรู้ว่าคำถามที่ทรงพลังสามารถจะเปลี่ยนชีวิตเราได้มากอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว