Tag Archives: การโค้ช

เรียนรู้ Coaching ผ่านทางมือถือ โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

การโค้ชยังคงเป็นกระแสที่มาแรงอย่างสม่ำเสมอ ผู้เขียนในฐานะโค้ชและวิทยากรด้านการโค้ชจึงต้องแสวงหาและพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ให้แก่ผู้เข้าอบรม เพราะลำพังการฝึกอบรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องยอมรับว่า ต่อให้ผู้เข้าอบรมประทับใจและเล็งเห็นคุณค่าของเนื้อหาและทักษะที่ได้รับในการฝึกอบรมมากเพียงใด แต่การนำไปใช้อย่างต่อเนื่องจนเกิดเป็นนิสัยนั้นเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง เพราะมนุษย์มีอุปนิสัย ความเป็นตัวต้นดั้งเดิมที่บ่มเพาะมาเป็นเวลายาวนาน การสร้างนิสัยใหม่ ผู้เข้าอบรมต้องให้ความใส่ใจ และมุ่งมั่นในการนำไปปฏิบัติอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ ในการฝึกอบรม ผู้เขียนจึงแนะนำให้ลูกค้าทำ Group Coaching ให้แก่ผู้เข้าอบรม ภายหลังเสร็จสิ้นการฝึกอบรม Coaching โดยแบ่งผู้เข้าอบรมออกเป็นกลุ่มย่อย และโค้ชต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะนำทักษะไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างมีประสิทธิผล นอกจากนั้น ผู้เขียนยังมอบเครื่องมือคือ Coaching E-Book ซึ่งผู้เข้าอบรมสามารถทบทวนเนื้อหาการโค้ชที่ได้เรียนรู้ไปผ่านทางมือถือ ซึ่งผู้เข้าอบรมจะได้รับฟังเสียงของผู้เขียนบรรยายสรุปทุกหน้า (MP3) และสามารถฟังได้ในทุกๆที่ที่ต้องการ

การเรียนรู้ที่แท้จริงคือ การนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ ผู้เขียนจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า Coaching E-Book เล่มนี้ของผู้เขียนจะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง อันนำมาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

ผลงานหนังสือของผู้เขียน

หนังสือเล่ม: การโค้ชเพื่อพัฒนาผลการปฏิบัติงานที่ยอดเยี่ยม

หนังสือการโค้ชเพื่อพัฒนาผลการปฏิบัติงานที่ียอดเยี่ยม

E-Book: ทักษะการโค้ชเชิงรุกสำหรับผู้นำ

Cover-Proactive Coaching Skills

โค้ชวิธีคิด ปลดล็อคชีวิต พิชิตผลงาน โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีโค้ชเพิ่มขึ้นจำนวนมาก โค้ชแต่ละท่านใช้กระบวนการและทักษะการโค้ชแตกต่างกัน องค์กรจำนวนไม่น้อยต่างเริ่มให้ความสำคัญกับการโค้ช และนำการโค้ชมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน โดบเฉพาะการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารระดับกลาง รวมทั้ง Talent ขององค์กร

สำหรับผู้เขียน มีประสบการณ์การโค้ชให้แก่ผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารระดับกลาง และ Talent หลักการสำคัญที่ผู้เขียนใช้ในการโค้ชคือ การโค้ชที่มุ่งไปที่การพัฒนา ‘วิธีคิด’ ของโค้ชชี่ ช่วยให้สมองของโค้ชชี่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการสื่อสารที่ทำให้โค้ชชี่เกิดความไว้วางใจ ผู้เขียนจะนำเสนอตนเองในฐานะกัลยาณมิตร เพื่อนร่วมทาง ผู้ให้กำลังใจ ผู้สนับสนุน มีความเข้าอกเข้าใจให้เสมอ และรับฟังโค้ชชี่โดยไม่ตัดสินตัวตนของโค้ชชี่ ทำใหโค้ชชี่รู้สึกสบายใจ ไว้วางใจที่จะแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเปิดกว้าง กล้าคิด กล้าริเริ่ม กล้าที่จะปลดปล่อยศักยภาพของตนเองออกมาอย่างมั่นใจ ปราศจากความวิตกกังวล ท่ามกลางบรรยากาศของความร่วมแรงร่วมใจ ไว้วางใจ โค้ชชี่จะเกิดการตื่นรู้ เข้าใจความจริงในแง่มุมต่างๆ ค้นพบบางอย่างเกี่ยวกับตนเอง มองโลกในแง่มุมที่แตกต่างไปจากเดิม ค้นพบเป้าหมาย และวิธีการจัดการกับสถานการณ์หรือวิธีที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นด้วยตนเอง

สรุปแล้ว ในการโค้ช ผู้เขียนจะดำเนินการตามเส้นทางต่อไปนี้

- สอบถามใเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ ระบุ ‘ประเด็นปัญหา’ ให้ได้ อย่าปล่อยให้โค้ชชี่จมอยู่ในทะเลของ ‘รายละเอียด’ นานเกินไป

- จากประเด็นปัญหา ให้หันมาโค้ชวิธีคิด โดยตั้งคำถามเกี่ยวกับมุมมอง ความคิดเห็น อารมณ์ ความรู้สึกของโค้ชชี่ และบุคคลอื่นหรือฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

- ช่วงที่โค้ชชี่คิด ตอบคำถาม สมองจะเกิดการเชื่อมโยงข้อมูลเกิดความเข้าใจรู้แจ้งความจริง รวมถึงตระหนักในเป้าหมาย และค้นพบทางออกของปัญหาในที่สุด

- นำทางออกหรือวิธีดำเนินการ (Action) ไปปฏิบัติอย่างจริงจัง พฤติกรรมและผลการปฏิบัติงานจะค่อยๆพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ดังนั้น การโค้ชจึงเป็นรูปแบบหนึ่งของการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่โค้ชชี่ ‘ประสบการณ์ใหม่’ คือที่มาของ ‘วิธีคิดใหม่’ และ ‘พฤติกรรมใหม่’ อันนำไปสู่ ‘การพัฒนาผลการปฏิบัติงาน’

หนังสือการโค้ชเพื่อพัฒนาผลการปฏิบัติงานที่ียอดเยี่ยม

 

 

 

 

 

 

 

 

การโค้ชเพื่อพัฒนาผู้นำ ไม่ทำไม่ได้แล้ว โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

เมื่อพูดถึงผู้นำ ผู้เขียนหมายถึงพนักงานทุกระดับ เพราะความเป็นผู้นำไม่ใช่เรื่องของตำแหน่ง แต่เป็นเรื่องของ ‘การเลือกที่จะเป็น’ ปัจจุบัน องค์กรส่วนใหญ่พัฒนาผู้นำโดยใช้วิธีการฝึกอบรม ซี่งได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมค่อนข้างน้อย ไม่ใช่เพราะการอบรมนั้นไม่ดี หรือวิทยากรไม่เก่ง แต่การพัฒนาคนให้ปรับเปลี่ยนวิธีคิด และพฤติกรรมอย่างยั่งยืนนั้นไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในช่วงเวลาอันสั้น เพราะอุปนิสัยและความเป็นตัวตนของบุคคลนั้นฝังแน่น ยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย

การโค้ชจึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญและทรงพลังอย่างยิ่งที่ควรนำมาใช้ในการพัฒนาผู้นำควบคู่ไปกับการฝึกอบรม หรือใช้การโค้ชเป็นเครื่องมือหลักในบางกรณี จากประสบการณ์การเป็นวิทยากรด้านการพัฒนาผู้นำและทักษะการโค้ชให้แก่ผู้บริหารมามากกว่า 2,000 คน และเป็นโค้ชผู้บริหารและ Talent ที่ได้รับการรับรองจาก NeuroLeadership Group สถาบันด้านการโค้ชที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับระดับโลก ผู้เขียนสามารถพูดได้ว่าการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาภาวะผู้นำยังคงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างแน่นอน เพราะเป็นการติดอาวุธความรู้ และเสริมสร้างทักษะ แต่การโค้ชเป็นเครื่องมือที่ทำให้ความรู้และทักษะนั้นมีชีวิตอยู่ในตัวบุคคลอย่างยาวนาน ยั่งยืน เพราะการโค้ชเป็นกระบวนการที่ช่วยสร้างการตื่นรู้จากภายในตนเอง (Self-Directive Learning) การโค้ชที่กระทำอย่างมีระบบ และต่อเนื่องในช่วงระยะเวลายาวนานเพียงพอจะทำให้เกิดการพัฒนาตามลำดับและต่อเนื่องอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาผลการปฏิบัติงานในระดับบุคคล หน่วยงาน และองค์กร

จากประสบการณ์ตรงในการทำหน้าที่โค้ชให้แก่ผู้บริหารและ Talent จำนวนหนึ่ง จำนวน 10 ครั้งขึ้นไป (ครั้งละ 1.5-2 ชั่วโมง)  ผู้เขียนพบว่า การโค้ชช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่ผู้รับการโค้ช (โค้ชชี่) และองค์กรที่เป็นลูกค้าของผู้เขียนในหลายๆแง่มุม

ผลที่มีต่อโค้ชชี่:

  • มีพัฒนาการ เติบโตขึ้นทั้งทางด้านความคิด ความรู้ และอารมณ์
  • มีความมั่นใจในตนเอง เคารพตนเองเพิ่มขึ้น
  • กล้าคิดริเริ่มสร้างสรรค์มากขึ้น
  • ภาวะผู้นำเพิ่มขึ้น มีความสมดุลในตนเองเพิ่มขึ้น
  • ตระหนักในจุดแข็งและจุดที่ตนต้องพัฒนา
  • มีความสุข ขวัญและกำลังใจในการทำงานเพิ่มขึ้น
  • มีความรู้สึกมั่นคงขึ้น
  • รับมือกับสถานการณ์ท้าทายต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

ผลที่มีต่อองค์กร:

  • มีผู้นำที่มีศักยภาพพร้อมรับผิดชอบงานที่ท้าทายและรองรับการเติบโตขององค์กรมากขึ้น
  • พนักงานมีความรับผิดชอบสูง (Accountability) และรู้สึกเป็นเจ้าของงาน (Sense of Ownership) มากขึ้น
  • ผลการปฏิบัติงานดีขึ้นเนื่องจากพนักงานมีขวัญและกำลังใจ และมีความผูกพันต่อองค์กรเพิ่มขึ้น
  • เกิดความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมใหม่ๆ อันนำไปสู่การพัฒนาองค์กร

ดังนั้น นอกจากการโค้ชผู้บริหารระดับสูง (Executive Coach) ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน ผู้เขียนอยากแนะนำให้องค์กรหันมาให้ความสำคัญและลงทุนในการโค้ชผู้บริหารระดับกลางและระดับต้น รวมถึงพนักงานผู้มีความสามารถพิเศษ หรือ Talent มากขึ้น เพราะคนกลุ่มนี้คืออนาคตขององค์กร คือผู้นำทัพหน้า เป็นศักยภาพและขุมพลังในการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

รูปแบบการโค้ชผู้นำสำหรับผู้บริหารระดับต้น-กลาง และ Talent สามารถทำได้หลายแนวทาง

  • โปรแกรมการโค้ชตัวต่อตัว (One-on-One Coaching Program)
  • โปรแกรมการโค้ชเป็นกลุ่ม (Small Group Coaching Program)
  • โปรแกรมการโค้ชและการให้คำปรึกษาแนะนำ (Coaching and Mentoring Program)
  • โปรแกรมการโค้ชภายหลังการฝึกอบรม (After Training Coaching Program)

องค์กรจะเลือกใช้การโค้ชรูปแบบใดขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ ความต้องการ ความคาดหวังขององค์กร สถานการณ์ และงบประมาณ

ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะช่วยจุดประกายให้แก่ผู้บริหารในหน่วยงานต่างๆขององค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในการพิจารณานำการโค้ชมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาผู้นำควบคู่กับการฝึกอบรม เพื่อทำให้แน่ใจว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปนั้นยังคงอยู่ และมีการนำไปใช้อย่างเกิดประสิทธิผลสูงสุด หรือใช้การโค้ชเป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนาผู้นำ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้แก่องค์กรต่อไป

ท่านใดสนใจสอบถามหรือต้องการขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการโค้ชหรือการฝึกอบรมด้านการโค้ชหรือพัฒนาผู้นำ ส่งอีเมล์มาได้ที่ sirirat@bewinning.biz หรือเข้าไปเยี่ยมชมเวปไซด์ http://www.bewinning,biz หรือติดต่อมาที่ โทร. 02-4382830

การโค้ชโดยใช้ปัญญาญาณ (Intuition Coaching) โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

การทำงานของจิตใจมนุษย์นั้นน่าอัศจรรย์ยิ่ง แต่มนุษย์น้อยคนนักที่จะเข้าใจและเห็นคุณค่าของการใช้จิตทำงาน โดยทั่วไปแล้ว มนุษย์มักตัดสินใจและลงมือทำสิ่งต่างๆโดยใช้ความคิด ซึ่งมีพื้นฐานมาจากความรู้ ความคิดเห็น และการตีความส่วนบุคคล ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นตัวตนหรืออัตตาที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน

โค้ชก็เช่นกัน โค้ชแต่ละคนมีพื้นฐานความรู้ ประสบการณ์ ความเชื่อ ค่านิยมแตกต่างกัน สิ่งเหล่านี้หลอมรวมเป็น ‘กรอบความคิด’ (Paradigm) หรือ ‘วิธีที่แต่ละคนมองโลก’(The way we see the world) เมื่อโค้ชรับฟังปัญหาของโค้ชชี่ โค้ชย่อมใช้กรอบความคิดส่วนบุคคลในการตีความสิ่งที่ตนได้ยิน และรัับรู้บนพื้นฐานกรอบความคิดของตนเอง ซึ่งอาจไม่ใช่ความเป็นจริง (Realities) ที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในชีวิตของโค้ชชี่ ซึ่งรวมถึงกรอบความคิด ความคิด ความรู้สึก อารมณ์ และความต้องการที่แท้จริงของโค้ชชี่

ผลที่ตามมาคือโค้ชอาจใช้กรอบความคิดของตนชี้นำ (Manipulate) ทำให้โค้ชชี่เกิดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ในที่นี้คือไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงตามสภาพแวดล้อมเฉพาะตนของโค้ชชี่ เมื่อเริ่มต้นที่ความเข้าใจผิด วิธีการจัดการแก้ไขปัญหาย่อมไม่อาจถูกต้องไปได้

การใช้ปัญญาญาณ (Intuition) ในการโค้ชจึงเป็นแนวทางปฏิบัติที่ผู้เขียนประสงค์ที่จะแนะนำให้โค้ชเรียนรู้และฝึกฝน ปัญญาญาณมักเกิดขึ้นในสภาวะจิตที่ว่างเปล่า ปราศจากความคิดปรุงแต่งใดๆ อย่าลืมว่าความคิดมีรากฐานมาจากอัตตา การปราศจากความคิดปรุงแต่งเท่ากับการปราศจากอัตตาหรือความเป็นตัวตน ซึ่งแสดงออกในรูปความเชื่อของตน ความคิดเห็นของตน ทิษฐิของตน เมื่อไม่มีความเป็นตัวตน จิตที่ว่างเปล่าเป็นอิสระจะทำงานด้วยตัวของมันเอง ทำให้เกิดความเข้าใจรู้แจ้ง (Insight) ซึ่งเป็นความเข้าใจอย่างลึกซึ้งที่เกิดขึ้นภายในตัวของบุคคลนั้นเอง เหมือนแสงสว่างวาบที่เกิดขึ้นในใจ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นสภาวะแห่งการตื่นรู้ อันนำทางมาสู่การแสวงหาทางออกที่สร้างสรรค์ ไม่มีกรอบความคิดใดมาจำกัด ขวางกั้น และอยู่บนรากฐานของสติสัปชัญญะ คือรู้ตัว และรู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่ควรทำในสถานการณ์ สภาวะ และสภาพแวดล้อมต่างๆอย่างแท้จริง

แสงสว่างบนความว่าง

ผู้เขียนใช้ปัญญาญาณในการโค้ช โดยดำเเนินการ ดังต่อไปนี้

ก่อนเริ่มการโค้ช
- ปล่อยวางความคิดปรุงแต่ง ซึ่งรวมถึง ความคิด อารมณ์ปรุงแต่งต่างๆที่เกิดขึ้นภายในใจ เพื่อให้จิตว่าง และสามารถอยู่กับปัจจุบันได้เต็มที่
ระหว่างการโค้ช
- รักษาสภาวะจิตว่าง ยังคงปราศจากความคิดปรุงแต่ง ปราศจากอัตตาหรือความเป็นตัวตน เพื่อให้สามารถเข้าถึงตัวตนของโค้ชชี่ และช่วยโค้ชชี่ให้เข้าใจตนเอง และประเด็นที่เป็นรากฐานของปัญหาอย่างแท้จริง
- มีสมาธิ เมื่อไม่มีความเป็นตัวตน ร่างกายกับจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกับการโค้ชโดยสิ้นเชิง โค้ชจะฟังโค้ชชี่อย่างลึกซึ้ง ปราศจากการตัดสินใดๆ ทำให้เข้าถึงอารมณ์ ความรู้สึก กรอบความคิด ความต้องการ อัตตา ค่านิยมที่อยู่เบื้องหลังคำพูด อันเป็นต้นตอของปัญหาหรือความท้าทายที่โค้ชชี่กำลังเผชิญอยู่
- หากระหว่างการโค้ช ในจิตของผู้เขียนเกิดความคิดปรุงแต่งใดๆ เช่น อคติ หรือเริ่มตัดสินโค้ชชี่ การฝึกฝนจิต และการคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของโค้ชชี่เป็นสำคัญจะช่วยให้ผู้เขียนตระหนักรู้ตัวอย่างรวดเร็ว และกลับมาอยู่กับปัจจุบัน คืนสู่สภาวะจิตที่ไร้การปรุงแต่งทางความคิด ไม่ตัดสินโค้ชชี่ แต่กลับเข้าอกเข้าใจ และดำเนินการโค้ชต่อไปได้อย่างมีประสิทธิผล

โดยทั่วไป จิตมนุษย์ไม่นิ่ง แต่จะไหลไปตามสภาวะอันเป็นผลจากการกระทบของสิ่งเร้าต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัว รวมถึงสิ่งที่กระทบอยู่ภายในใจตนเอง แต่จิตที่ได้รับการฝึกฝนจะนิ่งขึ้น ไมไหลไปตามสิ่งเร้า มีพลัง และก่อให้เกิดปัญญาญาณที่ทำให้เราเข้าใจสิ่งต่างๆโดยอัตโนมัติโดยไม่ผ่านกระบวนการคิด การฝึกฝนจิตจึงถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำทุกวัน ทุกเวลา

สำหรับผู้เขียนใช้วิธีง่ายๆที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและจริตของตน วิธีการฝึกฝนของผู้เขียนมีดังต่อไปนี้

- ระมัดระวังไม่ให้เกิดความคิดปรุงแต่งใดๆในทุกขณะจิต ถ้าเกิดก็รู้ตัว และปล่อยให้ดับลงโดยเร็ว
- การมีสติรู้ตัวตลอดเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ
- การทำสมาธิ
- การติดตามดูจิตของตน
- การใช้ความท้าทายต่างๆที่เผชิญในชีวิตเป้นแบบทดสอบในการฝึกจิต
- เมื่อเกิดการกระทบหรือการเปลี่ยนแปลงภายในจิต ผู้เขียนจะระบุสภาวะจิตและประเภทของการกระทบที่เกิดขึ้นนั้น
- ระมัดระวังสิ่งเร้าบางประเภทที่อาจส่งผลให้จิตใจไหลไป จนกลายเป็นความเคยชิน ควบคุมได้ยาก เช่น การลดการชมภาพยนตร์บางประเภท ลดการพูด การวิพากษ์วิจารณ์สิ่งต่างๆลง เพราะคำพูดส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิพากษ์วิจารณ์มักมีรากฐานอัตตา หรือกรอบความคิดส่วนตน

ผู้เขียนยังคงใช้่ความเพียรในการฝึกฝนจิตอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้เขียนเล็งเห็นถึงความจำเป็นและตระหนักในคุณค่าของจิตที่ว่างเปล่า และปัญญาญาณที่เกิดขึ้นในการโค้ช โค้ชที่ใช้ปัญญาญาณจะโค้ชได้อย่างลื่นไหลราวกับกำลังเต้นรำไปตามจังหวะของโค้ชชี่ กลมกลืนไปกับโค้ชชี่ แต่มีพลังที่ทำให้เข้าถึงตัวตนของโค้ชชี่อย่างลึกซึ้งเช่นกัน โค้ชผู้ใช้ปัญญาญาณจะช่วยโค้ชชี่ให้เกิดความเข้าใจภายในตนเอง และแสวงหาทางออกที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของตนอย่างแท้จริง ปัญญาญาณคือแสงสว่างไสวในใจโค้ช ทำให้โค้ชรู้ว่าต้องตอบสนองต่อโค้ชชี่ในรูปแบบต่างๆอย่างไร เช่น ควรถาม ฟัง สร้างความกระจ่างแจ้ง (Clarify) แสดงความเข้าอกเข้าใจ กระตุ้น ให้กำลังใจเมื่อใด และอย่างไร และแสงสว่างในใจโค้ชจะช่วยจุดประกายนำทางโค้ชชี่ไปสู่แสงสว่างในใจตนเองเช่นกัน

กล่องของขวัญของโค้ชชี่ โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

ใกล้สิ้นปี 2556 ผู้เขียนปิดการโค้ชลูกค้าไปสองราย เพราะจบโปรแกรมพอดี พร้อมได้รับคำชมจากผู้บริหารและโค้ชชี่ที่ยอมรับว่าได้รับประโยชน์อย่างล้ำค่าจากการโค้ช ผู้เขียนรู้สึกยินดีอย่างเงียบๆ และขอยกเครดิตส่วนหนึ่งให้แก่โค้ชชี่ผู้มีจิตใจเปิดกว้าง และกล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลง ทัศนคติเช่นนี้คือใบเบิกทางที่ทำให้พวกเขาก้าวหน้า และได้รับประโยชน์อย่างสูงจากการโค้ช

การได้เกิดและมีชีวิตเหมือนกับได้รับของขวัญล้ำค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีโอกาสได้รับบทเรียน และเรียนรู้ควบคู่กันไป มนุษย์ทุกคนมีพรสวรรค์และความสามารถพิเศษติดตัวมาเพื่อรอเวลาที่จะได้รับการปลดปล่อย แต่เพราะเหตุปัจจัยต่างๆทำให้มนุษย์ไม่สามารถปลดล็อคแม่กุญแจดอกใหญ่ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการใช้พรสวรรค์ และความสามารถพิเศษ รวมถึงศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ ณ จุดนี้ โค้ชจึงก้าวเข้ามาในชีวิตของโค้ชชี่ การเดินทางเพื่อปลดล็อคศักยภาพจึงเริ่มขึ้น
Gift

โค้ชจะช่วยโค้ชชี่อย่างไร โค้ชจะช่วยให้โค้ชชี่เกิดความตระหนักรู้ และเข้าใจประเด็นปัญหาที่แท้จริงทั้งในแง่ของข้อเท็จจริง และความคิด ความรู้สึก ความเข้าใจเท่านั้นคือจุดเริ่มต้นของการเติบโต และพัฒนา เหมือนการจุดไฟในใจโค้ชชี่ให้มีแสงสว่าง เกิดความกระจ่างแจ้งกลางใจ โค้ชไม่ได้ใช้การบอก การสอน การแนะนำ แต่โค้ชจะถามให้คิด จะฟังอย่างลึกซึ้งเพื่อให้เข้าถึงตัวตนของโค้ชชี่ โดยไม่ใช้กรอบความคิดของตนมาตัดสินโค้ชชี่ แสงสว่างในใจจะนำทางโค้ชชี่ไปสู่การค้นพบทางออกของปัญหา ตระหนักในเป้าหมาย และก้าวเดินต่อไปพร้อมความเป็นอิสระ กำลังใจ และความหวัง

ในที่สุด โค้ชชี่ก็ได้เปิดกล่องของขวัญของตนเอง ด้วยตนเอง โค้ชไม่ใช่คนเปิดให้ โค้ชเพียงทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรที่ดีที่สุด ตลอดการเดินทางอันท้าทายของโค้ชชี่ โค้ชช่วยกระตุ้นความคิด เข้าถึงจิตใจ ให้การสนับสนุน เป็นกำลังส่งเสริมให้โค้ชชี่สามารถเอาชนะความท้าทาย และประสบความสำเร็จ

แม้การเดินทางร่วมกันระหว่างโค้ชกับโค้ชชี่จะสิ้นสุดลง โค้ชชี่อาจต้องเดินทางต่อโดยลำพัง แต่โค้ชชี่ไม่เคยโดดเดี่ยว เพราะมีปัญญาเป็นอาวุธ ของขวัญยังคงอยู่ ขอเพียงโค้ชชี่โอบกอดของขวัญ พรสวรรค์ ความสามารถพิเศษ ศักยภาพที่มี ไม่ปล่อยให้กับดักทางความคิดใดๆมาจำกัดการใช้ศักยภาพนั้น ผู้เขียนเชื่อมั่นว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น โค้ชชี่ย่อมผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

ผู้เขียนในฐานะโค้ชยังคงเป็นกำลังใจให้โค้ชชี่ทุกท่าน มิตรภาพของเราได้พัฒนาขึ้นแล้ว และพร้อมเสมอที่จะเป็นที่ปรึกษาและโค้ชที่ดีให้ในยามที่พวกเขาต้องการ

การสนทนาการโค้ชเพื่อพัฒนาวิทยากร โดย โค้ชศิริรัตน์ ศิริวรรณ

การโค้ชเชิงรุก: การโค้ชวิถึพุทธที่เป็นสากล โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

การโค้ชเป็นกระแสที่มาแรงอย่างฉุดไม่อยู่ในแวดวงพัฒนาบุคลากร ผู้เขียนในฐานะโค้ชและวิทยากรด้านการโค้ชให้แก่ผู้บริหารขององค์กรต่างๆ ได้พัฒนาและตกผลึกตัวแบบการโค้ชชื่อว่า ‘Proactive Coaching Model’ (ตัวแบบการโค้ชเชิงรุก) ที่ช่วยให้ผู้เข้ารับการอบรมที่ต้องการพัฒนาทักษะการโค้ชสามารถเข้าถึงแนวความคิด กระบวนการ และทักษะการโค้ชได้ง่ายขึ้น

Proactive หมายถึง การก้าวไปข้างหน้า รุกไปข้างหน้า การโค้ชคือกระบวนการและทักษะการสื่อสารที่ช่วยให้โค้ชชี่สามารถก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง แข็งแกร่ง บนรากฐานของการเติบโต และเรียนรู้ จะเกิดอะไรขึ้น หากเรามุ่งแต่จะก้าวไปข้างหน้า โดยไม่ให้เวลาในการหยุดทบทวนตนเอง หรือทำความเข้าใจจุดปัจจุบันที่เรายืนอยู่ ว่าเราอยู่ที่ไหน และจะก้าวไปที่จุดใด เท่ากับว่าเรากำลังนำพาตนเองเดินต่อไปโดยปราศจากความรู้ ความเข้าใจ ไร้เป้าหมาย และทิศทาง การก้าวไปข้างหน้าโดยปราศจากความเข้าใจหรือเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น หรือทำความเข้าใจความเป็นจริงในปัจจุบันอาจทำให้เราก้าวลงสู่หุบเหว หรือเดินต่อไปเข้ารกเข้าพง หรือประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอย เพราะเป็นการก้าวต่อไปอย่างปราศจากอาวุธคู่กาย คือ ‘ปัญญา’ (Wisdom) หรือ ‘ความรู้แจ้งเห็นจริง’ (Enlightenment)

Proactive Coaching Model จึงได้รับการพัฒนาต่อยอดจากความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ในการเป็นโค้ช และวิทยากรฝึกอบรมด้านการโค้ชของผู้เขียน ผู้เขียนพัฒนาโมเดลนี้ขึ้นด้วยการตกผลึกจากความรู้ที่ผู้เขียนได้รับตามแนวทางของการโค้ชบนพื้นฐานความเข้าใจสมองมนุษย์ (Brain-Based Coaching และการโค้ชตามแนวทาง ‘อริยสัจสี่’ ที่ผู้เขียนใช้ในการฝึกอบรมมาเป็นเวลาหลายปี แนวคิดหลักของ Model นี้ คือการช่วยให้โค้ชชี่สามารถก้าวพ้นจากอดีต เพื่อเดินทางต่อไปข้างหน้าพร้อมวิธีการจัดการกับปัญหา (Developed Actions) บนพื้นฐานของการตระหนักรู้ตนเอง (Self-Awareness) ความเข้าใจความเป็นจริงในปัจจุบัน (Understanding of Current Realities) ซึ่งรวมถึงเป้าหมายที่ต้องการบรรลุ ผ่านการใช้ทักษะการสอบถามที่ทรงพลัง (Powerful Questioning) การฟังอย่างลึกซึ้ง (Profound Listening) และการสร้างความกระจ่างแจ้ง (Clarifying)

การช่วยโค้ชชี่ให้เกิดความเข้าใจความจริงในปัจจุบัน โค้ชจะกระตุ้นโดยใช้คำถามที่ทำให้โค้ชชี่สำรวจความคิด (Head-Thinking) ความรู้สึก (Heart-Feeling) ของตนเอง มากกว่าจะมุ่งเน้นไปที่รายละเอียดของสถานการณ์ (Hand-Situation) เพราะที่มาที่แท้จริงของปัญหา หรือพฤติกรรมของมนุษย์มาจากความคิด ความรู้สึก ไม่ใช่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นหรือสิ่งเร้า แต่เป็นการตอบสนองของเราที่มีต่อสิ่งเร้านั้นต่างหาก แต่คนส่วนใหญ่มักมุ่งไปที่สิ่งเร้า ทำให้หลงทาง อย่างไรก็ตาม โค้ชยังจำเป็นที่จะต้องตั้งคำถามเพื่อสอบถามถึงสถานการณ์หรือสิ่งที่เกิดขึ้นพอให้เข้าใจ ‘ประเด็นที่แท้จริง’ (Real Issue) โดยที่ไม่ดึงโค้ชชี่ให้จมลึกลงไปในอดีตด้วยการพยายามสีบสวนหรือเจาะลึกลงไปในรายละเอียดของสิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งที่โค้ชพึงระลึกถึงเสมอคือ ‘โค้ชไม่ใช่ที่ปรึกษา’ ที่ปรึกษามีหน้าที่ต้องทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างลึกซึ้ง ต้องศึกษาอดีต เพื่อที่จะได้สามารถนำเสนอทางเลือกหรือวิธีการแก้ปัญหาที่สอดคล้อง แต่โค้ชมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้โค้ชชี่หลุดพ้นจากปัญหาหรือค้นพบวิธีการจัดการกับสถานการณ์ต่างๆโดยเร็ว ค้นพบ เติบโต และก้าวต่อไปโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการที่เจ็บป่วดในการศึกษาอดีต มนุษย์เราสามารถเข้าใจอดีตได้โดยการศึกษาเพื่อให้เข้าใจปัจจุบันได้เช่นกัน แต่เป็นการทำความเข้าใจในแง่มุมของความคิด ความรู้สึก ทั้งของตนเอง และผู้อื่น รวมถึงแง่มุมต่างๆที่เกี่ยวข้องในเชิงสร้างสรรค์ เพื่อให้สามารถก้าวไปสู่ ‘อนาคต’ ที่ดีกว่า บนพื้นฐานของความเข้าใจ การเรียนรู้ เป้าหมาย และการใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างไร้ขีดจำกัดในการนำพาตนเองไปสู่การบรรลุเป้าหมาย หรือเอาชนะความท้าทายต่างๆได้อย่างประสบความสำเร็จ

ทักษะการถามที่ทรงพลัง การฟังอย่างลึกซึ้ง และการสร้างความกระจ่างแจ้งจะถูกนำมาใช้ในขั้นตอนต่างๆของกระบวนการโค้ชตามแนวทาง Proactive Coaching Model ซึ่งสามารถเปรียบเทียบกับหลักคำสอนเรื่อง ‘อริยสัจ 4’ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

ขั้นตอนที่ 1: อดีต (ทุกข์)
ทำความเข้าใจประเด็นที่แท้จริง (Issue) ในการโค้ช
ขั้นตอนที่ 2: ปัจจุบัน (สมุทัย)
ทำความเข้าใจความจริงในปัจจุบัน (Understand Current Realities) พร้อมกำหนดเป้าหมาย
(Define Goal) ที่ต้องการบรรลุ
ขั้นตอนที่ 3: อนาคต (นิโรธ มรรค)
สำรวจทางเลือก (Explore Alternatives) และระบุวิธีดำเนินการ (Identify Actions)
การการเพื่อจัดการกับประเด็นปัญหา หรือทำให้เป้าหมายเป็นจริง

สรุปแล้ว Proactive Coaching Model เป็นตัวแบบที่แสดงถึงกระบวนการในการโค้ชที่ช่วยนำทางโค้ชชี่ออกจากอดีต (ความทุกข์) ไปสู่ปัจจุบัน (ปัญญาในการมองเห็นความจริงอย่างกระจ่างชัด) และอนาคต (ทางออกของปัญหา) ซึ่งสอดคล้องกับหลักคำสอนอริยสัจสี่ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เพียงแต่การตีความหมายของคำว่า สมุทัยหรือเหตุแห่งทุกข์เท่านั้นที่มนุษย์มักตีความว่าเหตุแห่งทุกข์คือสิ่งเร้า สิ่งแวดล้อม หรือสถานการณ์ ทั้งๆที่จริงแล้ว เหตุแห่งทุกข์คือ ความคิด และจิตใจ ซึ่งรวมถึงมุมมอง อารมณ์ ความรู้สึกของมนุษย์เรานั่นเอง

การให้ Feedback กับการโค้ชผลการปฏิบัติงาน โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

การโค้ชผลการปฏิบัติงาน (Performance Coaching) สามารถทำได้ในหลายสถานการณ์ เช่น ผู้บังคับบัญชาพบว่าลูกน้องของตนแสดงพฤติกรรมหรือมีผลการปฏิบัติงานต่ำกว่ามาตรฐาน หรือความคาดหวังที่ได้ตกลงกันไว้ สถานการณ์ดังกล่าวอาจได้แก่ การทำงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด การไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือกระบวนการทำงานที่ถูกต้อง การแสดงทัศนคติหรือพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อบุคคล หน่วยงาน หรือองค์กร การส่งงานล่าช้า เป็นต้น
business coaching-Feedback

ผู้บังคับบัญชาที่ชาญฉลาดจะใช้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวเป็นโอกาสในการพัฒนาลูกน้องของตน โดยใช้การโค้ชเป็นเครื่องมือ แต่ก่อนทำการโค้ช ผู้บังคับบัญชาควรให้ Feedback แก่ลูกน้องเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน โดย Feedback ดังกล่าว ต้องไม่ทำให้ลูกน้องรู้สึกว่ากำลังถูกตำหนิ หรือกล่าวหา วิธีการให้ Feedback ควรดำเนินการ ดังต่อไปนี้

• แจ้งหัวข้อ และวัตถุประสงค์การสนทนาที่แสดงเจตนาที่ดี คือ การช่วยให้ลูกน้องประสบความสำเร็จ จัดการกับสถานการณ์ หรือแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
• กล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเฉพาะเจาะจง เน้นข้อเท็จจริงของสิ่งที่เกิดขึ้น โดยไม่วิพากษ์วิจารณ์ใดๆ หากวิพากษ์วิจารณ์ ลูกน้องจะรู้สึกว่า ผู้บังคับบัญชาได้ตัดสินเขาไปแล้ว จะมีประโยชน์อะไรที่จะรับการโค้ชอีก
• ระบุผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อช่วยให้ลูกน้องตระหนักถึงผลลัพธ์อันเป็นผลจากพฤติกรรม โดยระบุเพียงผลกระทบประการสำคัญเท่านั้น โดยมุ่งเน้นไปที่พฤติกรรม ไม่ใช่ตัวบุคคล เช่น การกล่าวว่า “การมาสายทำให้ลูกค้าต้องคอย” ย่อมดีกว่า “คุณมาสาย ทำให้ลูกค้าต้องคอย’

หลังจากให้ Feedback แล้ว โค้ชควรเปิดโอกาสให้ลูกน้องได้แสดงความคิดเห็น และเล่าความจริงในมุมของตน เพราะลูกน้องคือเจ้าของสถานการณ์ การเปิดโอกาสให้เขาพูดเป็นการเริ่มต้นกระบวนการโค้ช เพื่อให้ลูกน้องเกิดการตระหนักรู้ เข้าใจความเป็นจริง และสามารถแสวงหาวิธีการแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง โค้ชควรตั้งคำถามเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์แต่ ‘พองาม’ คือไม่ลงรายละเอียดมากเกินไปจนกลายเป็นการสอบสวนลูกน้อง ทำให้ลูกน้องเกิดภาวะ ‘ถอยหนี’ มากกว่าที่จะ ‘เดินหน้า’ เข้ามามีส่วนร่วมหรือให้ความร่วมมือในกระบวนการโค้ชอย่างเต็มใจ

ด้วยเหตุนี้ เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างเข้าใจสถานการณ์พอสมควรแล้ว โค้ชควรตั้งคำถามเกี่ยวกับ ‘วิธีคิด’ ของลูกน้อง ซึ่งรวมถึง ความคิดเห็น มุมมอง ความรู้สึก เพราะสิ่งเหล่านี้คือต้นตอของพฤติกรรมของบุคคล เช่น “คุณมองเรื่องนี้อย่างไร?” “คุณมีความรู้สึกอย่างไร?” “คุณคิดว่าเรามีทางเลือกอะไรบ้าง?” คำถามสำคัญอย่างยิ่งอีกคำถามหนึ่งที่โค้ชไม่ควรละเลยคือ “คุณคิดว่าเรื่องนี้ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง?” เพราะผลลัพธ์สำคัญ 2 ประการที่เราต้องการในการโค้ชคือ ‘การเรียนรู้’ และ ‘วิธีดำเนินการ’ และการเรียนรู้คือสิ่งที่ทำให้คนเติบโต และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่ชีวิตตนเอง

ผลลัพธ์สุดท้ายในการโค้ชคือความพึงพอใจของลูกน้องที่เกิดการเรียนรู้บางสิ่งที่เป็นประโยขน์ต่อชีวิตตนอันเป็นผลจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และได้กำหนดวิธีดำเนินการที่ตนเป็นผู้คิดขึ้นด้วยตนเอง โดยมีโค้ชเป็นผู้ตั้งคำถาม และสร้างความกระจ่างแจ้งในใจให้แก่ลูกน้อง เพื่อให้แน่ใจว่าเดินมาในทิศทางทีสามารถตอบโจทย์ขององค์กร และที่สำคัญคือตอบโจทย์ตัวลูกน้องเอง เกิดความพึงพอใจในตนเอง การโค้ชจึงควรจบลงด้วยรอยยิ้มของทั้งโค้ชและโค้ชชี่ค่ะ

การจัดการพฤติกรรมท้าทายในการโค้ชผลการปฏิบัติงาน โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

บีสอนนักเรียน1
จากบทความก่อนหน้านี้ ผู้เขียนได้เขียนถึง ความท้าทายที่ผู้บังคับบัญชาในบทบาทของโค้ชจะต้องเผชิญระหว่างการโค้ชคือ การที่ลูกน้องไม่ยอมตอบคำถาม หรือ ดื้อเงียบ ซึ่งมีสาเหตุที่เป็นไปได้หลายประการไม่ว่าจะเป็น การที่โค้ชไม่ได้แจ้งหัวข้อและวัตถุประสงค์ในการสนทนาที่ชัดเจน ลูกน้องไม่เข้าใจเรื่องการโค้ช และไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกโค้ช ลูกน้องเคยชินกับการบริหารงานในรูปแบบสั่งการ ลูกน้องคิดไม่ออกจริงๆ และสาเหตุที่สำคัญที่สุดคือ ลูกน้องไม่ใว้ใจผู้บังคับบัญชา เกรงว่าตอบไปแล้วจะส่งผลกระทบเชิงลบกับตน

ไม่ว่าสาเหตุของพฤติกรรมท้าทายจะเป็นประการใด และแสดงออกมาในรูปแบบใด ตัวผู้บังคับบัญชาในฐานะผู้นำและโค้ชคงต้องย้อนกลับมามองที่ตนเอง และแสวงหาวิธีการจัดการอย่างสร้างสรรค์ ผู้เขียนขอเสนอแนะแนวทางในการจัดการกับพฤติกรรมท้าทาย ดังนี้

* มุ่งเน้นไปที่สถานการณ์ มากกว่าตัวบุคคล
พฤติกรรมท้าทาย ความเงียบ การไม่ตอบคำถาม หรือ การปกป้องตัวเองของลูกน้อง อาจทำให้โค้ชมีอารมณ์โกรธ หงุดหงิด และคับข้องใจได้ ผู้บังคับบัญชาซึ่งกำลังสวมบทบาทโค้ชต้องมีสติ มองภาพใหญ่ ไม่ใช้อารมณ์ อย่าลืมว่าเป้าหมายของการโค้ชคือ การให้ความช่วยเหลือแก่ลูกน้องให้ประสบความสำเร็จ สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง มีความสามารถมากขึ้น โค้ชอย่าถือเอาพฤติกรรมของลูกน้องเป็นเรื่องส่วนตัว จนทำให้เกิดอคติ และสูญเสียความเป็นกลางในการมองภาพรวมไป ใช้สติ ตระหนักรู้ในอารมณ์ของตน เพียงรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างที่เป็นจริง (Acknowledge) ตั้งคำถามโค้ชตนเองเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น และวิธีการจัดการ คำตอบที่มาจากปัญญา จากการมองสิ่งที่เกิดขี้นตามความจริง จะช่วยให้โค้ชสามารถหาวิธีการจัดการที่เหมาะสมและสร้างสรรค์ได้ในที่สุด

* สร้างความไว้วางใจ
ความไว้วางใจคือรากฐานของความสำเร็จในการโค้ช การเป็นแม่แบบที่ดีทั้งในด้านการปฏิบัติงาน ภาวะผู้นำ และชิวิตส่วนตัวจะช่วยให้ลูกน้องมีความเชื่อมั่น เชื่อถือในตัวโค้ชมากขึ้น เปิดประตูใจรับการโค้ชมากขึ้น และกล้าที่จะแสดงความคิดเห็น โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีผลกระทบเชิงลบกับตน การสร้างความไว้วางใจควรเกิดขึ้นทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการโค้ช ในระหว่างการโค้ช ลูกน้องควรมีความรู้สึกมั่นใจว่า การพูดคุยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน ส่งเสริมให้ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่การจับผิด ตำหนิ หรือกล่าวหา โค้ชควรแสดงออกให้ลูกน้องรู้ว่า ตนเป็นกัลยาณมิตร เพื่อนร่วมทางที่จะช่วยให้เขาสามารถเอาชนะปัญหาอุปสรรค และบรรลุเป้าหมาย ไม่ใช่ภัยคุกคามแต่อย่างใด

* แจ้งวัตถุประสงค์การพูดคุย อธิบายเกี่ยวกับความหมาย และวิธีการโค้ช
โค้ชควรแจ้งหัวข้อการสนทนา และแสดงเจตนารมย์ที่ดีอย่างชัดเจนในการสนทนาให้ลูกน้องได้รับทราบตั้งแต่ต้น รวมถึงอธิบายความหมาย กระบวนการ และวิธีการโค้ช เพื่อให้ลูกน้องเข้าใจก่อนเริ่มการโค้ช จากการศึกษาด้านสมอง ระบุว่า สมองของผู้รับการโค้ชหรือโค้ชชี่ต้องการความแน่นอน ชัดเจน อย่าให้ลูกน้องต้องอยู่ในกระบวนการสนทนาด้วยความหวาดระแวงสงสัย เพราะความรู้สึกนี้จะส่งผลต่อความสามารถในการคิดอย่างมีสติปัญญา ซึ่งเป็นวิถีทางแห่งการพัฒนาโค้ชชี่

* พัฒนาทักษะการโค้ช
ผู้บังคับบัญชาควรพัฒนาทักษะการโค้ชของตนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าใจแก่นแท้ หลักการ วิธีการ และทักษะการโค้ชเนื่องจากการโค้ชเป็นทักษะการสื่อสารที่ละเอียดอ่อน และลึกซึ้ง มีกระบวนการที่เป็นรูปแบบ การนำไปใช้ โค้ชต้องสามารถปรับวิธีการสื่อสารให้สอดคล้องกับลูกน้องหรือโค้ชชี่แต่ละคน ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน หลายท่านเข้าใจว่าการโค้ชคือการสอน ทำให้ใช้วิธีการสั่งสอน หรือแนะนำลูกน้องมากจนทำให้ลูกน้องไม่สามารถปลดปล่อยศักยภาพออกมาได้

ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แนวทางปฏิบัติข้างต้นจะเป็นประโยชน์ต่อหัวหน้างาน ผู้จัดการ และผู้บริหารทุกระดับที่ต้องสวมหมวกการเป็นโค้ชควบคู่ไปกับการเป็นผู้บังคับบัญชา เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก เพราะการเป็นผู้บริหารต้องเผชิญกับแรงกดดันหลายด้าน ขณะที่การโค้ชมุ่งเน้นการพัฒนาให้ลูกน้องเกิดความเข้าใจ เติบโต และเรียนรู้ ผู้บริหารจึงไม่อาจใจร้อน แต่ยึดหลัก ‘ช้าๆได้พร้าเล่มงาม’ ในอนาคต ลูกน้องที่ได้รับการโค้ชจะมีความสามารถช่วยงานเป็นกำลังสำคัญให้แก่ผู้บริหารได้เป็นอย่างดี และชีวิตของท่านจะง่ายขึ้นอีกมากค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้โค้ชในองค์กรทุกท่านค่ะ

การโค้ชผลการปฏิบัติงาน: วิธีการจัดการกับพฤติกรรมท้าทายในการโค้ช โดย ศิริรัตน์ ศิริวรรณ

บีสอนนักเรียน1

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.